หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Speaking > เตรียมสอบ IELTS Speaking: ขั้นตอนวันสอบจริงและมุมมองของกรรมการสอบ IELTS Speaking
เตรียมสอบ IELTS Speaking

เตรียมสอบ IELTS Speaking: ขั้นตอนวันสอบจริงและมุมมองของกรรมการสอบ IELTS Speaking

16 กันยายน 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

เตรียมสอบ IELTS Speaking: ขั้นตอนวันสอบจริงและมุมมองของกรรมการสอบ IELTS Speaking
01

บทนำ

การสอบ IELTS Speaking เป็นหนึ่งในพาร์ทที่ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่รู้สึกตื่นเต้นมากที่สุด เพราะแตกต่างจาก Listening, Reading และ Writing ตรงที่เป็น “รูปแบบที่ต้องพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับกรรมการสอบ” หากไม่คุ้นเคยกับการพูดภาษาอังกฤษต่อหน้าผู้อื่น หลายคนอาจรู้สึกตื่นเต้นจนหัวว่างเปล่า หรือนึกวลีที่ปกติพูดได้ไม่ออกในตอนนั้น

แต่ไม่ต้องกังวลไป การสอบ Speaking ไม่ได้เป็นเพียงการวัด “ว่าพูดภาษาอังกฤษได้สมบูรณ์แบบหรือไม่” เท่านั้น สิ่งที่กรรมการสอบให้ความสำคัญคือ ทักษะที่ผู้เข้าสอบสามารถสื่อสารความคิดและพัฒนาบทสนทนาด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างไร แม้จะมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์อยู่บ้าง ก็ยังมีโอกาสได้รับการประเมินที่ดีจากองค์ประกอบอื่น เช่น ความคล่องแคล่ว ความต่อเนื่อง และความหลากหลายของคำศัพท์

สิ่งสำคัญคือ การทำความเข้าใจขั้นตอนของวันสอบจริง และรู้มุมมองของกรรมการสอบ หากจินตนาการขั้นตอนและบรรยากาศของการสอบไว้ล่วงหน้า ความไม่มั่นใจในวันสอบจะลดลงอย่างมาก และสามารถเข้าสอบได้อย่างมีสติ นอกจากนี้ หากเข้าใจว่ากรรมการสอบให้คะแนนตามเกณฑ์ใด ก็จะรู้ชัดเจนว่า “ควรตอบโดยคำนึงถึงอะไร”

บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดถึง ขั้นตอนที่แท้จริงในวันสอบ ของ IELTS Speaking และ มุมมองในการประเมิน ที่กรรมการสอบใช้ เมื่ออ่านจบ คุณจะสามารถจำลองภาพวันสอบจริงในหัวได้ และเตรียมพร้อมเพื่อคว้าคะแนนที่สูงขึ้น

02

ข้อมูลพื้นฐานของการสอบ IELTS Speaking

IELTS Speaking เป็นพาร์ทที่ทดสอบ “ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษจริง” มากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับพาร์ทอื่นในการสอบทั้งหมด มาทำความเข้าใจภาพรวมและโครงสร้างพื้นฐานของการสอบกันก่อน

1. รูปแบบการสอบและระยะเวลา

  • รูปแบบการสัมภาษณ์: พูดคุยเป็นภาษาอังกฤษกับกรรมการสอบแบบตัวต่อตัว
  • ระยะเวลา: ประมาณ 11-14 นาที แม้จะสั้นกว่าเมื่อเทียบกับ Reading หรือ Writing แต่หลายคนรู้สึกว่าผ่านไปเร็วมากเมื่อตื่นเต้น
  • มีการบันทึกเสียง: การสนทนาทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ เพื่อรักษาความถูกต้องแม่นยำของการให้คะแนน

2. โครงสร้างของการสอบ

การสอบ Speaking แบ่งออกเป็น 3 พาร์ทหลัก

  • Part 1 (บทนำ และบทสนทนาในชีวิตประจำวัน) ระยะเวลา: 4-5 นาที เนื้อหา: การแนะนำตัว และคำถามในชีวิตประจำวัน (งานอดิเรก การเรียน การทำงาน สถานที่อยู่อาศัย ฯลฯ) บรรยากาศ: เหมือนการอุ่นเครื่อง เน้นคำถามที่ตอบง่าย
  • Part 2 (การพูดคนเดียว) ระยะเวลา: 3-4 นาที (เตรียมตัว 1 นาที + พูดสูงสุด 2 นาที + คำถามติดตาม) เนื้อหา: ได้รับการ์ดหัวข้อ แล้วพูดเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ตัวอย่าง: “เกี่ยวกับหนังสือที่เพิ่งอ่าน” “ประสบการณ์การเดินทางที่ไม่มีวันลืม” เป็นต้น จุดสำคัญ: ใช้เวลาเตรียมตัว 1 นาทีในการวางโครงเรื่อง และพยายามขยายเนื้อหาให้มากที่สุด
  • Part 3 (การอภิปราย) ระยะเวลา: 4-5 นาที เนื้อหา: คำถามที่ต่อยอดจากหัวข้อใน Part 2 ตัวอย่าง: “คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนท้องถิ่น?” จุดสำคัญ: ทดสอบความสามารถในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลต่อประเด็นเชิงนามธรรมและสังคม

3. วิธีการประเมิน

Speaking จะถูกให้คะแนนเป็น “แบนด์สกอร์ (0.0-9.0)” เกณฑ์การประเมินมี 4 ข้อดังนี้

  • ความคล่องแคล่วและความต่อเนื่อง
  • ความกว้างและความเหมาะสมของคำศัพท์
  • ความถูกต้องและความหลากหลายทางไวยากรณ์
  • ความชัดเจนของการออกเสียง

การให้ความสำคัญกับทั้ง 4 ข้อนี้อย่างสมดุลคือกุญแจสำคัญในการเพิ่มคะแนน

03

ขั้นตอนในวันสอบ: ตั้งแต่มาถึงสนามสอบจนถึงสอบเสร็จ

IELTS Speaking เป็นการสอบที่ใช้เวลาไม่นาน แต่การรู้ขั้นตอนตั้งแต่เข้าห้องสอบจนถึงออกจากห้องสอบจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายได้มาก มาดูขั้นตอนของวันสอบจริงกันแบบละเอียด

1. การมาถึงสนามสอบและการลงทะเบียน

  • การสอบจะจัดขึ้นในวันเดียวกันกับการสอบข้อเขียน (Listening, Reading, Writing) หรืออาจจัดในวันอื่น
  • เมื่อมาถึงสนามสอบ จะมีการ ยืนยันตัวตนด้วยหนังสือเดินทาง ที่จุดลงทะเบียน
  • รอในห้องรอจนกว่าจะถูกเรียกชื่อ ควรเริ่มปรับโหมดเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ช่วงนี้ จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น

2. การเข้าห้องสอบ

  • เมื่อถูกเรียกชื่อแล้ว ให้เดินเข้าห้องสอบ
  • ทักทายกรรมการสอบเบาๆ และยืนยันบัตรประจำตัวอีกครั้ง
  • ตั้งแต่จุดนี้จะเริ่มบันทึกเสียง เนื่องจากมีการบันทึกเสียงกับผู้เข้าสอบทุกคน จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเป็นพิเศษ

3. Part 1 (บทนำและบทสนทนาในชีวิตประจำวัน)

  • กรรมการสอบจะให้แนะนำตัว และถามคำถามในชีวิตประจำวัน
  • ตัวอย่าง: “สุดสัปดาห์คุณใช้เวลาอย่างไร?” “ช่วยเล่าเกี่ยวกับบ้านเกิดของคุณหน่อย”
  • เนื่องจากมีบทบาทในการอุ่นเครื่องด้วย จึงควรตอบอย่างผ่อนคลาย

4. Part 2 (การพูดคนเดียว)

  • จะได้รับการ์ดหัวข้อ
  • เตรียมตัว 1 นาทีพร้อมจดบันทึก → พูดสูงสุด 2 นาที
  • บางครั้งกรรมการสอบอาจมีคำถามติดตามง่ายๆ
  • สิ่งสำคัญคือ “การพยายามขยายเรื่องให้มากที่สุด” โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา

5. Part 3 (การอภิปราย)

  • ตอบคำถามที่เป็นนามธรรมและเกี่ยวกับสังคมมากขึ้น ซึ่งต่อยอดจากหัวข้อใน Part 2
  • ตัวอย่าง: “คุณคิดว่าการท่องเที่ยวส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น?”
  • การโต้ตอบกับกรรมการสอบจะดำเนินไปในรูปแบบบทสนทนา จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล

6. การสอบสิ้นสุด

  • กรรมการสอบจะกล่าวว่า “This is the end of the speaking test.” เพื่อจบการสอบ
  • แม้ในตอนออกจากห้อง การรักษาความสงบและมารยาทที่สุภาพจะช่วยรักษาความประทับใจที่ดีไว้จนถึงวินาทีสุดท้าย
04

มุมมองของกรรมการสอบ: ทำความเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนน

IELTS Speaking ไม่ใช่แค่ “การพูดคุย” ธรรมดา แต่เป็นการสอบที่ให้คะแนนตามเกณฑ์มาตรฐานสากล กรรมการสอบไม่ได้ตัดสิน “ถูก-ผิด” ของเนื้อหาที่ผู้เข้าสอบพูด แต่จะ ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษอย่างเป็นกลาง เท่านั้น ในหัวข้อนี้จะอธิบายเกณฑ์การให้คะแนน 4 ข้ออย่างละเอียด

1. ความคล่องแคล่วและความต่อเนื่อง (Fluency and Coherence)

  • จุดที่ประเมิน สามารถพูดได้โดยไม่ติดขัดหรือไม่ เรื่องราวไม่ขาดตอนและดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่ สามารถเรียบเรียงความคิดอย่างมีเหตุผลได้หรือไม่
  • สิ่งที่ควรใส่ใจ ไม่หยุดชะงักเพราะกังวลกับข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ใช้คำเชื่อม (for example, however, on the other hand ฯลฯ) เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราว

2. ความสามารถด้านคำศัพท์ (Lexical Resource)

  • จุดที่ประเมิน สามารถใช้คำศัพท์ที่หลากหลายได้หรือไม่ สามารถใช้การเปลี่ยนคำพูดหรือคำอธิบายแทนได้หรือไม่ สามารถใช้สำนวนที่เหมาะสมได้หรือไม่
  • สิ่งที่ควรใส่ใจ หลีกเลี่ยงการใช้คำง่ายๆ ซ้ำๆ ใช้การเปลี่ยนคำพูด (paraphrasing) อย่างยืดหยุ่น

3. ความถูกต้องและความหลากหลายทางไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy)

  • จุดที่ประเมิน สามารถใช้ไวยากรณ์พื้นฐานได้ถูกต้องหรือไม่ สามารถใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนได้หรือไม่ ไม่มีข้อผิดพลาดใหญ่ในเรื่องกาลหรือลำดับคำหรือไม่
  • สิ่งที่ควรใส่ใจ ใช้ relative pronoun หรือประโยคเงื่อนไขด้วย เพื่อไม่ให้เป็นแค่ประโยคง่ายๆ ตลอด แม้จะมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์เล็กน้อย แต่หากสื่อความหมายได้ ก็จะไม่ถูกหักคะแนนมาก

4. การออกเสียง (Pronunciation)

  • จุดที่ประเมิน ออกเสียงที่ผู้ฟังเข้าใจง่ายหรือไม่ น้ำเสียงและจังหวะเป็นธรรมชาติหรือไม่ สามารถลงเสียงหนักเบาในแต่ละคำได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
  • สิ่งที่ควรใส่ใจ ไม่จำเป็นต้องมุ่งเป้าไปที่ “การออกเสียงแบบเจ้าของภาษา” ที่สมบูรณ์แบบ ให้ความสำคัญกับความชัดเจนเป็นอันดับแรก ใส่จังหวะขึ้นลงเพื่อไม่ให้พูดแบบราบเรียบ

กรรมการสอบจะพิจารณาทั้ง 4 มุมมองนี้อย่างครอบคลุมเพื่อให้แบนด์สกอร์ (0-9) กล่าวคือ “ไม่ได้หมายความว่าหากมีจุดอ่อนบางส่วนแล้วจะสอบไม่ผ่าน” ทัศนคติที่พัฒนาจุดแข็งและชดเชยจุดอ่อน ต่างหากที่จะนำไปสู่คะแนนสูง

05

ในใจของกรรมการสอบ: มุมมองที่แท้จริงในการประเมิน

สิ่งที่ผู้เข้าสอบหลายคนมักเข้าใจผิดในการสอบ IELTS Speaking คือการคิดว่าถูกถาม “ความถูกต้องของเนื้อหา” ในความเป็นจริง กรรมการสอบไม่ได้ดู ถูก-ผิด ของความคิดเห็นหรือคำตอบของผู้เข้าสอบ แต่ประเมิน วิธีที่ใช้ภาษาอังกฤษแสดงความคิด

1. กรรมการสอบไม่ใช่ “ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา”

  • ตัวอย่างเช่น คำถามเกี่ยวกับ “สาเหตุของภาวะโลกร้อน” ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์
  • สิ่งที่จำเป็นคือ “สามารถแสดงความคิดของตัวเองเป็นภาษาอังกฤษอย่างมีเหตุผลได้หรือไม่”

2. ความเงียบสั้นๆ หรือการพูดผิดพลาดไม่ใช่เป้าหมายในการหักคะแนน

  • ผู้เข้าสอบหลายคนกังวลว่า “ถ้าเงียบไปนิดหน่อยจะถูกหักคะแนนหรือไม่?”
  • ในความเป็นจริง ความเงียบสั้นๆ จะถือเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ และไม่ทำให้ถูกหักคะแนนมาก
  • การพูดใหม่ก็ไม่มีปัญหา และบางครั้งยังได้รับการประเมินในเชิงบวกในฐานะ ทักษะการแก้ไขตัวเอง

3. ท่าทีที่มั่นใจจะนำไปสู่การประเมินในเชิงบวก

  • เสียงเบา ไม่สบตา หรือความไม่มั่นใจ จะส่งผลต่อการประเมินความคล่องแคล่วและการออกเสียง
  • ในทางกลับกัน หากพูดอย่างมั่นใจแม้จะมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์บ้าง ก็จะสร้างความประทับใจที่ดีในภาพรวม

4. กรรมการสอบ “อยากช่วยคุณ”

  • กรรมการสอบไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นมืออาชีพที่มีบทบาทในการประเมินอย่างเป็นธรรม
  • เมื่อผู้เข้าสอบกำลังนึกหาคำพูด บางครั้งกรรมการสอบอาจเปลี่ยนคำถามเล็กน้อย หรือเสริมความคิดเห็นเพื่อช่วย
  • กล่าวคือ กรรมการสอบไม่ได้ “ถามเพื่อทำให้สอบตก” แต่ “ถามเพื่อดึงความสามารถทางภาษาอังกฤษออกมา” หากคิดแบบนี้จะรู้สึกอุ่นใจขึ้น

เมื่อเข้าใจมุมมองของกรรมการสอบเช่นนี้ ความกดดันที่ว่า “ต้องตอบให้สมบูรณ์แบบ” จะหายไป สิ่งสำคัญคือ ท่าทีที่พยายามสื่อสารอย่างกระตือรือร้นด้วยภาษาอังกฤษ

06

เคล็ดลับปฏิบัติเพื่อความสำเร็จในวันสอบ

IELTS Speaking คะแนนจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อให้การสอบในวันจริงประสบความสำเร็จ ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้

1. จำลองขั้นตอนล่วงหน้า

  • การทำความเข้าใจลำดับ Part 1 → Part 2 → Part 3 และฝึกซ้อมจำลองที่บ้านจะช่วยให้อุ่นใจ
  • การใช้ตัวจับเวลาฝึก “เตรียมตัว 1 นาที พูด 2 นาที” ซ้ำๆ จะช่วยให้รับมือได้โดยไม่ตื่นตระหนกในวันจริง

2. รักษา “โหมดภาษาอังกฤษ” ตั้งแต่เข้าห้องจนถึงออกจากห้อง

  • การสลับสวิตช์ในหัวเป็นภาษาอังกฤษอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เข้ามาถึงสนามสอบจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น
  • ควรฝึกทักทายสั้นๆ (”Good afternoon” หรือ “Nice to meet you”) เป็นภาษาอังกฤษให้พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

3. แม้จะตื่นเต้นก็อย่าหยุด ให้เปลี่ยนคำพูดแทน

  • เมื่อนึกคำที่อยากพูดไม่ออก ให้เปลี่ยนเป็นสำนวนอื่น ตัวอย่าง: หากนึกคำว่า “microwave” ไม่ออก ให้อธิบายว่า “the machine you use to heat food quickly”
  • ความสามารถในการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ และนำไปสู่การประเมินที่ดี

4. คำนึงถึงการสื่อสารตามธรรมชาติกับกรรมการสอบ

  • การมองว่าเป็น “บทสนทนา” มากกว่าเป็นเพียงการถาม-ตอบ จะช่วยเพิ่มความคล่องแคล่วและความเป็นธรรมชาติ
  • การสบตาและใช้ท่าทางอย่างเหมาะสมจะสร้างความประทับใจว่ามีความมั่นใจ

5. รักษามารยาทที่สุภาพจนถึงวินาทีสุดท้าย

  • แม้จะมีสัญญาณว่าจบการสอบแล้ว ให้กล่าวขอบคุณเบาๆ ก่อนออกจากห้อง
  • แม้การบันทึกเสียงจะเป็นวัสดุหลักในการประเมิน แต่ท่าทีโดยรวมก็ส่งผลทางอ้อมต่อ “ความคล่องแคล่ว” และ “ระดับความมั่นใจ” ด้วย

เคล็ดลับความสำเร็จในวันสอบไม่ใช่การ “ตอบให้สมบูรณ์แบบ” แต่คือการมี ท่าทีที่พยายามสนทนาเป็นภาษาอังกฤษต่อไปโดยไม่ขาดตอนจนถึงวินาทีสุดท้าย

07

สรุป

IELTS Speaking เป็นพาร์ทที่ผู้เข้าสอบมักตื่นเต้นที่สุด แต่หากเข้าใจแก่นแท้ของมันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัว สิ่งที่กรรมการสอบต้องการไม่ใช่ “ความรู้ที่ถูกต้อง” แต่คือ ความสามารถในการแสดงความคิดของตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ

ดังที่บทความนี้ได้แนะนำไปแล้ว

  • การทำความเข้าใจ ขั้นตอนของการสอบ ล่วงหน้า
  • การทำความเข้าใจ เกณฑ์การให้คะแนน (ความคล่องแคล่ว คำศัพท์ ไวยากรณ์ การออกเสียง)
  • การรู้จัก มุมมองของกรรมการสอบ จะช่วยบรรเทาความไม่มั่นใจ และเป็นตัวช่วยสำคัญให้เข้าสอบได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ในวันสอบ กลยุทธ์เล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น “แม้ตื่นเต้นก็ไม่หยุด แต่เปลี่ยนคำพูดแทน” “สื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติแบบบทสนทนา” “รักษาโหมดภาษาอังกฤษจนถึงวินาทีสุดท้าย” จะส่งผลโดยตรงต่อคะแนน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง IELTS Speaking เป็นการสอบที่ สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้อย่างมากขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวล่วงหน้าและทัศนคติ การทำความเข้าใจขั้นตอนและมุมมองของกรรมการสอบ แล้วพูดภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจในแบบของตัวเอง คือเส้นทางลัดสู่คะแนนเป้าหมาย

08

คำถามที่พบบ่อย: เตรียมสอบ IELTS Speaking ขั้นตอนวันสอบจริงและมุมมองของกรรมการสอบ IELTS Speaking

IELTS Speaking ใช้เวลาเท่าไร มีโครงสร้างอย่างไร?

ทั้งหมดประมาณ 11-14 นาที ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ Part 1 (คำถามในชีวิตประจำวัน) → Part 2 (เตรียมตัว 1 นาที + พูดสูงสุด 2 นาที) → Part 3 (การอภิปราย)

ในวันสอบต้องเตรียมอะไรไปบ้าง?

สิ่งที่จำเป็นมีเพียงบัตรประจำตัวที่ยังไม่หมดอายุ (โดยทั่วไปคือหนังสือเดินทาง) หากต้องการดื่มน้ำควรดื่มล่วงหน้า เนื่องจากมีข้อจำกัดในการนำสิ่งของเข้าห้องสอบตามกฎของสนามสอบ จึงควรหลีกเลี่ยงการนำสัมภาระที่ไม่จำเป็นไป

การสอบมีการบันทึกเสียงหรือไม่? มีวัตถุประสงค์อะไร?

ใช่ ผู้เข้าสอบทุกคนจะถูกบันทึกเสียง เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการให้คะแนน และเพื่อให้สามารถประเมินซ้ำได้หากจำเป็น

หากฟังคำถามไม่ทันควรทำอย่างไร?

ควรถามกลับอย่างสุภาพ (ตัวอย่างเช่น “Could you repeat the question, please?”) การถามกลับเพื่อยืนยันความเข้าใจไม่ใช่เป้าหมายในการหักคะแนน

ความเงียบหรือการพูดใหม่จะถูกหักคะแนนหรือไม่?

ความเงียบสั้นๆ หรือการแก้ไขตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ จะไม่ถูกหักคะแนนทันที การเปลี่ยนคำพูดหรือพูดใหม่เพื่อดำเนินการสนทนาต่อจะได้เปรียบกว่าการหยุดนิ่ง

สำเนียงจะทำให้เสียเปรียบหรือไม่?

การมีหรือไม่มีสำเนียงไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญคือ “ความชัดเจน” “การเปล่งเสียง” และ “จังหวะ”

หากมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์มากจะทำให้คะแนนลดลงทันทีหรือไม่?

ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เนื่องจากมีการประเมินความสมดุลระหว่างความถูกต้องและความหลากหลาย กุญแจสำคัญคือสื่อความหมายได้หรือไม่ และสามารถใช้โครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างเหมาะสมหรือไม่

ควรใช้คำศัพท์ยากๆ มากๆ หรือไม่?

ความเหมาะสม ความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนคำพูด และความเป็นธรรมชาติของคำที่ใช้ร่วมกัน (collocation) สำคัญกว่าการใช้คำยากมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการซ้ำคำ และเลือกสำนวนที่เหมาะกับสถานการณ์

ใน Part 2 หากเวลาเหลือหรือไม่พอควรทำอย่างไร?

หากเวลาเหลือ ให้เพิ่มตัวอย่างหรือเหตุผลเพื่อขยายเนื้อหา หากเวลาไม่พอ ให้สรุปสั้นๆ ด้วยข้อสรุปหรือประเด็นสำคัญ เนื่องจากกรรมการสอบจะควบคุมเวลาให้ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับนาฬิกามากเกินไป

หากพูดออกนอกหัวข้อเล็กน้อยจะถูกหักคะแนนหรือไม่?

หากไม่หลุดออกจากหัวข้ออย่างต่อเนื่อง จะไม่มีปัญหา ควรรักษาความต่อเนื่องของคำตอบ และใช้เทคนิคย้อนกลับสู่ประเด็นหลัก (”Coming back to the main point…”)

สามารถใช้บันทึกย่อได้หรือไม่?

สามารถจดบันทึกได้ในช่วงเตรียมตัว 1 นาทีของ Part 2 ระหว่างพูดสามารถดูบันทึกได้ แต่ควรรักษาสายตาและการพูดที่เป็นธรรมชาติ ไม่ให้ดูเหมือนกำลังอ่าน

คำตอบที่ท่องจำมา (แบบสำเร็จรูป) ได้ผลหรือไม่?

ควรหลีกเลี่ยงการท่องจำทั้งหมด น้ำเสียงแบบท่องจำหรือเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรมชาติจะส่งผลเสียต่อคะแนน ควรให้ความสำคัญกับตัวอย่างที่เป็นเรื่องส่วนตัวและการเปลี่ยนคำพูดที่เป็นธรรมชาติ

พูดเร็วจะได้คะแนนสูงหรือไม่?

ความชัดเจนและความต่อเนื่องสำคัญกว่าความเร็ว หากพูดเร็วจนไม่ชัดเจน การพูดด้วยความเร็วที่พอเหมาะและเรียบเรียงเนื้อหาจะได้รับการประเมินที่ดีกว่า

การทักทายหรือพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นส่วนที่ถูกประเมินด้วยหรือไม่?

การประเมินจะพิจารณาจากการสนทนาที่ถูกบันทึกเสียง การทักทายสั้นๆ ในช่วงต้นก็มีส่วนช่วยเรื่องความเป็นธรรมชาติ แต่คะแนนหลักจะถูกกำหนดจากเนื้อหาการพูดในทั้ง 3 พาร์ท

ความถูกต้องของเนื้อหาสำคัญแค่ไหน?

ความถูกต้องของข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่ากับการแสดงออกอย่างมีเหตุผลเป็นภาษาอังกฤษ แต่ควรหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ชัดเจน เพราะจะทำให้เสียความต่อเนื่อง

กรรมการสอบจะช่วยเหลือบ้างหรือไม่?

มี กรรมการสอบจะพยายามดึงความสามารถทางภาษาอังกฤษออกมาด้วยการเปลี่ยนคำถามหรือถามติดตาม ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นผู้ประเมินที่เป็นธรรม

สามารถใช้คำเติมเต็ม (เช่น えっと まあ) ได้หรือไม่?

หากไม่มากเกินไปก็เป็นธรรมชาติ การใช้ discourse marker ภาษาอังกฤษ (”well”, “you know”, “let me think”) อย่างเหมาะสมจะช่วยรักษาความคล่องแคล่ว

ควรพูดสำเนียงอเมริกันหรืออังกฤษ?

แบบไหนก็ได้ แต่ควรรักษาความสอดคล้องในการออกเสียง การสะกดคำ และคำศัพท์ (colour/color, organize/organise เป็นต้น)

หากมาสายหรือร่างกายไม่สบายควรทำอย่างไร?

ให้ปฏิบัติตามกฎของศูนย์สอบ การมาสายอาจทำให้ไม่สามารถเข้าสอบได้ กรุณาติดต่อสนามสอบล่วงหน้าเกี่ยวกับการขาดสอบหรือการจองสอบใหม่

หากถูกหยุดหรือขัดจังหวะระหว่างพูดจะถูกหักคะแนนหรือไม่?

เพื่อบริหารเวลา บางครั้งกรรมการสอบอาจตัดบทสนทนา ไม่ได้มีเจตนาหักคะแนน ไม่ต้องกังวล ให้มุ่งความสนใจไปที่คำถามถัดไป

ภาษากายหรือการสบตาถูกประเมินหรือไม่?

แม้จะไม่ใช่หัวข้อที่ถูกให้คะแนนโดยตรง แต่ก็มีผลทางอ้อมที่ดีต่อความชัดเจนและความประทับใจด้านความมั่นใจ ควรคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติโดยไม่มากเกินไป

การฝึกซ้อมที่เหมาะสมที่สุดก่อนสอบคืออะไร?

ควรฝึก “เตรียมตัว 1 นาที → พูด 2 นาที” 2-3 รอบด้วยหัวข้อที่ออกบ่อย ทบทวนคำเชื่อมและสำนวนการเปลี่ยนคำพูด และตรวจสอบเสียงที่เป็นจุดอ่อน (/r/, /l/, พยัญชนะท้ายคำ ฯลฯ) เป็นครั้งสุดท้าย

คะแนนจะออกเมื่อไร? สามารถสอบใหม่เฉพาะ Speaking ได้หรือไม่?

ผลสอบจะออกแตกต่างกันไปตามรูปแบบการสอบ (โดยทั่วไปประมาณ 2-3 วัน) โดยพื้นฐานแล้วต้องสอบ IELTS ทั้งหมด ไม่สามารถสอบเฉพาะ Speaking ได้ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดจากศูนย์สอบ

จุดสำคัญที่สุดสำหรับการได้คะแนนสูงคืออะไร?

การแสดงให้เห็นความสมดุลของ 4 เกณฑ์ ได้แก่ ความคล่องแคล่วและความต่อเนื่อง ความเหมาะสมของคำศัพท์ ความหลากหลายและความถูกต้องทางไวยากรณ์ และความชัดเจนของการออกเสียง สิ่งที่ตัดสินคือ “ท่าทีที่พยายามสื่อสารอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด” มากกว่าความสมบูรณ์แบบ

คู่มือรวมการเตรียมสอบและสอบ IELTS - พิชิตครบวงจร วิธีเรียน [ฉบับปี 2026]เตรียมสอบ IELTS Speaking: คู่มือรวม IELTS Speaking [ฉบับปี 2025-2026]

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง