

IELTS Reading แบ่งออกเป็น **Academic (อะคาเดมิก) และ General Training (เจเนอรัล)** ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งด้านเนื้อหาและความยาก แม้ทั้งสองแบบจะใช้เวลา 60 นาทีเท่ากันในการตอบ 40 ข้อ แต่ประเภทของบทความและระดับคำศัพท์ที่ใช้แตกต่างกัน ทำให้วิธีเรียนที่มีประสิทธิภาพก็แตกต่างกันไปด้วย
ตัวอย่างเช่น Academic ต้องการความสามารถในการเข้าใจบทความเชิงวิชาการอย่างแม่นยำ ในขณะที่ General ต้องการทักษะการอ่านข้อมูลจากเอกสารในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว การเข้าใจลักษณะเฉพาะของโมดูลที่จะสอบและเตรียมตัวให้เหมาะสมคือก้าวแรกสู่การเพิ่มคะแนน
บทความนี้จะสรุปความแตกต่างระหว่าง Academic และ General Reading พร้อมอธิบายวิธีเรียนที่เหมาะสมกับแต่ละประเภท
IELTS Academic Reading เป็นข้อสอบสำหรับผู้ที่มุ่งศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง เนื้อหามีความซับซ้อนสูง ทดสอบทั้งความสามารถในการคิดเชิงตรรกะและคำศัพท์เชิงวิชาการ
IELTS General Training Reading เป็นข้อสอบสำหรับผู้เข้าสอบที่มีเป้าหมายย้ายถิ่นฐานหรือทำงาน ระดับความยากของบทความต่ำกว่า Academic แต่มักออกเนื้อหาเชิงปฏิบัติที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน
Academic Reading ต้องการความสามารถในการเข้าใจบทความที่ซับซ้อนและจัดระเบียบข้อมูลอย่างเป็นตรรกะ ดังนั้นนอกจากความสามารถทางภาษาอังกฤษทั่วไปแล้ว การเรียนที่คำนึงถึงทักษะการอ่านเชิงวิชาการจึงมีประสิทธิภาพ
General Training Reading กุญแจสำคัญคือความสามารถในการอ่านบทความที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็วและค้นหาข้อมูลที่จำเป็น แม้ตัวบทความจะง่ายกว่า Academic แต่ความสามารถในการค้นหาข้อมูลและการจัดสรรเวลาจะเป็นตัวกำหนดคะแนน
แม้ Academic และ General จะแตกต่างกันในด้านประเภทบทความและระดับความยาก แต่วิธีเรียนพื้นฐานเพื่อพัฒนาความสามารถด้าน Reading มีจุดร่วมกัน หากให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้ จะสามารถทำคะแนนสูงได้อย่างมั่นคงในทั้งสองโมดูล
IELTS Reading มีความแตกต่างในด้านประเภทบทความและทักษะที่ต้องการระหว่าง Academic กับ General Training
ไม่ว่าจะเป็นโมดูลใด การใช้ Skimming และ Scanning การฝึกฝนภายในเวลาจำกัด การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด และการเสริมสร้างคำศัพท์ ล้วนเป็นวิธีเรียนที่ใช้ร่วมกันได้และขาดไม่ได้
การเข้าใจลักษณะเฉพาะของโมดูลตามวัตถุประสงค์ของตนเองและนำวิธีเรียนที่ถูกต้องมาใช้ จะช่วยให้สามารถเพิ่มคะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
IELTS Reading ของ Academic กับ General ต่างกันอย่างไร?
แตกต่างกันที่ประเภทของบทความและทักษะที่ต้องใช้ Academic เน้นความสามารถในการอ่านบทความวิชาการเชิงลึกและติดตามตรรกะ ส่วน General เน้นความสามารถในการค้นหาข้อมูลที่ตรงเงื่อนไขจากเอกสารในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว
เวลาสอบและจำนวนข้อเหมือนกันหรือไม่?
ทั้งสองแบบใช้เวลา 60 นาที จำนวน 40 ข้อเหมือนกัน เวลาที่ใช้คัดลอกคำตอบลงกระดาษคำตอบก็รวมอยู่ใน 60 นาทีนี้ด้วย
บทความข้อสอบแบบไหนยากกว่ากัน?
โดยทั่วไป Academic จะยากกว่าเนื่องจากคำศัพท์และระดับความเป็นนามธรรมสูงกว่า ส่วน General แม้คำศัพท์จะง่ายกว่า แต่ก็มักเกิดความเข้าใจข้อมูลผิดพลาดได้ง่าย จึงต้องอ่านอย่างแม่นยำ
รูปแบบคำถามที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
จุดร่วม: True/False/Not Given, Multiple Choice, Matching พบบ่อยใน Academic: Heading Matching, Summary/Diagram Completion พบบ่อยใน General: การเติมฟอร์ม/ตาราง, การค้นหาข้อมูลจากโฆษณาหรือเอกสารแนะนำ
True/False/Not Given กับ Yes/No/Not Given ต่างกันอย่างไร?
หากเป็นการตัดสินข้อเท็จจริงจะใช้ True/False/Not Given หากเป็นการตัดสินความคิดเห็นของผู้เขียนจะใช้ Yes/No/Not Given หากไม่มีข้อมูลในบทความจะตอบว่า Not Given
การจัดสรรเวลาโดยประมาณเป็นอย่างไร?
Academic: แต่ละบทความประมาณ 20 นาที (อ่าน 10-12 นาที ตอบคำถาม 8-10 นาที) General: Section 1-2 รวม 20-25 นาที Section 3 ใช้ 35-40 นาที
ควรใช้ Skimming และ Scanning อย่างไรให้เหมาะสม?
ใช้ Skimming เพื่อจับหัวข้อและโครงสร้างโดยรวม จากนั้นตรวจสอบคำถามแล้วใช้ Scanning ค้นหาคำสำคัญ (ชื่อเฉพาะ ตัวเลข วันที่ คำสัญญาณ) เพื่อระบุตำแหน่งหลักฐานอย่างรวดเร็ว
ควรเตรียมตัวรับมือกับ Paraphrase อย่างไร?
สร้างชุดคำพ้องความหมาย (increase ≈ rise, concern ≈ worry เป็นต้น) ระวังการเปลี่ยนรูปคำ (economy ⇄ economic, decision ⇄ decide) อย่ามองข้ามคำปฏิเสธ คำเปรียบเทียบ และคำบอกระดับ (hardly, less than, significantly)
ควรปรับการเรียนคำศัพท์ให้ต่างกันระหว่าง Academic และ General หรือไม่?
ควรฝึกคำศัพท์หลักและความสามารถในการ Paraphrase ที่เป็นจุดร่วมก่อน จากนั้น Academic ควรเน้น Academic Word List (AWL) เป็นหลัก ส่วน General ควรเสริมคำศัพท์เชิงปฏิบัติที่เกี่ยวกับประกาศสาธารณะ คู่มือที่ทำงาน และโฆษณา
เทคนิคการทำโจทย์ Heading Matching คืออะไร?
ระบุประโยคหลัก (topic sentence) ของแต่ละย่อหน้าและสัญญาณของการเปรียบเทียบหรือเหตุผล ปรับระดับความเป็นนามธรรมของหัวข้อให้สอดคล้องกับเนื้อหา (หลีกเลี่ยงคำที่เจาะจงหรือรายละเอียดมากเกินไป) ย่อหน้าที่ไม่มั่นใจให้เลื่อนไปทำทีหลังแล้วใช้วิธีตัดตัวเลือกที่ผิด
จะลดข้อผิดพลาดจาก Not Given ได้อย่างไร?
หากไม่มีหลักฐานชัดเจนในบทความ อย่าเลือกคำตอบนั้น อย่าใช้ความรู้ทั่วไปหรือการคาดเดามาเติมเต็ม ให้ตรวจสอบว่าถ้อยคำในบทความ “ระบุไว้อย่างชัดเจน” หรือไม่
ควรใช้ประโยชน์จากการสอบจำลองอย่างไร?
ทำเต็มรูปแบบ 60 นาที → ตรวจคะแนน ก่อนดูเฉลย ให้ลองทำเครื่องหมายบรรทัดที่เป็นหลักฐานด้วยตนเองอีกครั้ง จัดหมวดหมู่คำตอบที่ผิดเป็น “คำศัพท์ การอ่านโจทย์ การระบุหลักฐาน หรือเวลาหมด” เพื่อวางแผนแก้ไข
ตัวอย่างเมนูฝึกฝนประจำวันเป็นอย่างไร? (30-45 นาที)
วันที่ 1: คำศัพท์ (15 นาที) + Scanning ประโยคสั้น 2 ประโยค (15 นาที) + วิเคราะห์คำตอบผิด (10 นาที) วันที่ 2: Heading Matching 1 ชุด (25 นาที) + สร้างสมุดบันทึก Paraphrase (15 นาที) วันที่ 3: อ่านบทความยาว 1 บทความใน 20 นาที + ตรวจสอบบรรทัดหลักฐาน (15 นาที)
รายการตรวจสอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดโดยประมาทมีอะไรบ้าง?
ตรวจสอบคำสั่ง เช่น การจำกัดจำนวนคำตอบ/จำนวนคำ การสะกด รูปเอกพจน์-พหูพจน์ เครื่องหมายขีด และชื่อเฉพาะ ความสอดคล้องของตัวเลข หน่วย และวันที่
หากลังเลว่าจะสอบแบบไหนควรทำอย่างไร?
หากมุ่งศึกษาต่อหรือใช้ยื่นคุณสมบัติวิชาชีพเฉพาะทาง โดยทั่วไปควรเลือก Academic หากมุ่งย้ายถิ่นฐานหรือทำงานทั่วไป ควรเลือก General ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสถาบันปลายทางกำหนดให้สอบประเภทใด
หากต้องการพัฒนาในระยะเวลาสั้น ควรให้ความสำคัญกับอะไรก่อน?
สร้างรูปแบบวิธีแก้โจทย์ตามประเภทคำถาม ท่องจำ Paraphrase ที่พบบ่อย กำหนดรูปแบบการทำเครื่องหมายบรรทัดหลักฐานและการจัดสรรเวลาให้เป็นแบบแผน
เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง