หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Reading
IELTS Reading Guide
The Complete Guide to Mastering the IELTS Reading Section

IELTS Reading (การอ่าน)|วิธีเรียนและคู่มือรวมฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】

คู่มือรวมสำหรับพิชิต IELTS Reading ที่มีเวลาสอบ 60 นาที รวม 40 ข้อ อธิบายอย่างเป็นระบบตั้งแต่ความแตกต่างระหว่าง Academic และ General รูปแบบข้อสอบ ระบบการให้คะแนน ไปจนถึงจุดสำคัญในการเรียน

IELTS Reading เป็นหนึ่งในทักษะทั้ง 4 ด้านของข้อสอบ IELTS ที่ใช้วัดความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจภาษาอังกฤษ การประมวลผลข้อมูล และคลังคำศัพท์ของผู้เข้าสอบ

01

IELTS Reading (การอ่าน) คืออะไร?

เวลาสอบ
60 นาที
จำนวนข้อ
40 ข้อ
รูปแบบข้อสอบ
เนื้อหาแตกต่างกันระหว่าง Academic (สำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อ) และ General Training (สำหรับผู้ต้องการย้ายถิ่นฐานหรือทำงาน)
วิธีตอบข้อสอบ
สำหรับข้อสอบกระดาษจะคัดลอกคำตอบลงกระดาษคำตอบ ส่วนข้อสอบคอมพิวเตอร์จะพิมพ์คำตอบลงในเครื่องโดยตรง

จุดเด่นของ IELTS Reading คือมีปริมาณเนื้อหาให้อ่านมากกว่าข้อสอบภาษาอังกฤษอื่นๆ (เช่น TOEIC หรือ Eiken) อย่างเห็นได้ชัด และรูปแบบคำถามก็มีความหลากหลายมาก ไม่ใช่แค่ทักษะการอ่านทำความเข้าใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยทักษะการอ่านเร็ว การอ่านละเอียด และการค้นหาข้อมูล (Scanning) ไปพร้อมกัน

กุญแจสู่คะแนนสูงไม่ใช่ “การอ่านทีละประโยคอย่างละเอียด” แต่คือ “การค้นหาข้อมูลที่จำเป็นต่อคำถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

02

ความแตกต่างระหว่าง Academic และ General

IELTS Reading มี 2 รูปแบบ คือ Academic (อะคาเดมิก) และ General Training (เจเนอรัล) โดยจะเลือกรูปแบบใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการสอบ

Academic Reading

กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือบัณฑิตวิทยาลัย และผู้ที่ต้องการขึ้นทะเบียนวิชาชีพเฉพาะทาง

เนื้อหาที่ออกสอบ:

  • บทความเชิงวิชาการ
  • บทความวิจัย
  • ตำราระดับมหาวิทยาลัย บทความจากหนังสือพิมพ์และนิตยสาร

ลักษณะเฉพาะ:

  • ระดับคำศัพท์ค่อนข้างสูง มีคำศัพท์เฉพาะทางและแนวคิดเชิงนามธรรมจำนวนมาก
  • ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และความสามารถในการติดตามโครงสร้างการให้เหตุผล
  • ใช้วัด “ความสามารถในการอ่านที่จำเป็นสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัย”

General Training Reading

กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ และผู้ที่ต้องการทำงานหรือฝึกอบรมวิชาชีพในต่างประเทศ

เนื้อหาที่ออกสอบ:

  • โฆษณาและประกาศ
  • คู่มือการทำงานและเอกสารในที่ทำงาน
  • ข้อความที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (จดหมาย โบรชัวร์ ฯลฯ)

ลักษณะเฉพาะ:

  • เนื้อหาใกล้ตัวและเข้าใจง่ายกว่า Academic
  • ระดับความยากในการอ่านค่อนข้างต่ำกว่า แต่จะทดสอบความสามารถในการจัดระเบียบข้อมูล
  • ใช้ประเมิน “ความสามารถในการอ่านที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและสถานที่ทำงาน”

จุดร่วม

  • เวลาสอบ: 60 นาทีเท่ากันทั้งสองรูปแบบ
  • จำนวนข้อ: 40 ข้อ
  • เกณฑ์การให้คะแนน: ประเมินเป็นคะแนนแบนด์ (0.0–9.0) โดยอิงจากจำนวนข้อที่ตอบถูก

Listening, Writing และ Speaking มีรูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะเป็น Academic หรือ General แต่มีเพียง Reading เท่านั้นที่เนื้อหาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการสอบ

03

รูปแบบข้อสอบที่ออกสอบ

IELTS Reading มีคำถามทั้งหมด 40 ข้อ ออกในรูปแบบที่หลากหลาย โดยได้รับการออกแบบมาไม่ใช่เพียงเพื่อทดสอบการอ่านทำความเข้าใจทั่วไป แต่ยังทดสอบความสามารถในการจับใจความสำคัญ การค้นหาข้อมูล และความเข้าใจเชิงตรรกะ รูปแบบคำถามหลักๆ มีดังนี้

True / False / Not Given

  • ลักษณะ: คำถามที่ให้ตัดสินว่าข้อความนั้นปรากฏอยู่ในเนื้อหาหรือไม่
  • เคล็ดลับ: สอดคล้องกับเนื้อหา = True, ขัดแย้งกับเนื้อหา = False, ไม่มีการกล่าวถึง = Not Given
  • ความยาก: การแยกความแตกต่างระหว่าง Not Given และ False เป็นจุดที่สร้างความสับสนให้ผู้เข้าสอบมากที่สุด

Yes / No / Not Given

  • ลักษณะ: คำถามที่ถามเกี่ยวกับข้อคิดเห็นหรือมุมมองของผู้เขียน
  • ความแตกต่าง: True/False เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในขณะที่ Yes/No เป็นการประเมินความคิดเห็นหรือจุดยืน

Matching Headings

  • ลักษณะ: คำถามที่ให้เลือกหัวข้อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละย่อหน้า
  • เคล็ดลับ: สิ่งสำคัญคือการจับ “ประโยคใจความหลัก” ของแต่ละย่อหน้าให้ได้
  • ความยาก: มีตัวเลือกที่มีความหมายใกล้เคียงกันจำนวนมาก ทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย

Matching Information / Features

  • ลักษณะ: รูปแบบที่ต้องจับคู่ชื่อบุคคล ยุคสมัย หรือลักษณะเฉพาะให้ถูกต้อง
  • เคล็ดลับ: จัดระเบียบข้อมูลโดยให้ความสนใจกับคำนามเฉพาะและตัวเลข

Summary / Sentence Completion

  • ลักษณะ: คำถามที่ให้เติมคำหรือวลีที่เหมาะสมลงในช่องว่างของข้อความหรือบทสรุป
  • เคล็ดลับ: เลือกคำที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และต้องปฏิบัติตามจำนวนคำที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

Multiple Choice

  • ลักษณะ: คำถามที่ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องจากตัวเลือกที่กำหนด
  • ความยาก: เนื้อหามักกล่าวถึงตัวเลือกหลายข้อพร้อมกัน จึงมักถูกตัวลวงหลอกได้ง่าย

Short Answer Questions

  • ลักษณะ: รูปแบบที่ให้ตอบสั้นๆ ด้วยคำไม่กี่คำโดยอิงจากเนื้อหา
  • ข้อควรระวัง: มีข้อจำกัดจำนวนคำ (เช่น No more than 3 words) จึงต้องระวังไม่ให้เกินกำหนด

จุดสำคัญ

  • IELTS Reading จำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับรูปแบบคำถามที่หลากหลาย
  • คำถามและเนื้อหาไม่ได้ใช้ “คำเดียวกัน” แต่จะออกในรูปแบบ “การเปลี่ยนคำ (paraphrase)”
  • แต่ละรูปแบบคำถามต้องการทักษะที่แตกต่างกัน การฝึกฝนแยกตามรูปแบบจึงมีประสิทธิภาพมาก
04

ลักษณะเฉพาะของ IELTS Reading

IELTS Reading มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากข้อสอบภาษาอังกฤษอื่นๆ (เช่น TOEIC หรือ Eiken) จุดสำคัญคือไม่ได้วัดเพียงความสามารถในการอ่านทั่วไป แต่วัดความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพภายในเวลาที่จำกัด

1. ปริมาณเนื้อหามากอย่างท่วมท้น

  • Academic แต่ละบทความมีประมาณ 900–1,000 คำ × 3 บทความ → รวมทั้งหมดประมาณ 2,500–3,000 คำ
  • General แม้เป็นเอกสารในชีวิตประจำวัน แต่รวมทั้งหมดก็มากกว่า 2,000 คำ

นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่รู้สึกว่า “เวลาไม่พอ”

2. การบริหารเวลาคือกุญแจสำคัญ

  • เวลาสอบ 60 นาที จำนวนข้อ 40 ข้อ
  • เวลาที่ใช้ได้ต่อข้อ ประมาณ 1.5 นาที
  • แนวทางคือแก้ให้เสร็จ “1 บทความ = 20 นาที”

ความสามารถในการบริหารเวลาส่งผลโดยตรงต่อคะแนน

3. มีการใช้การเปลี่ยนคำ (paraphrase) บ่อยครั้ง

คำถามและเนื้อหาแทบไม่เคยตรงกันแบบ “คำเดียวกัน” ตัวอย่าง: คำถามใช้ “important” → เนื้อหาใช้ “crucial” หรือ “vital”

ความสามารถในการเข้าใจคำพ้องความหมายและสำนวนเปลี่ยนคำได้ทันทีคือปัจจัยชี้ขาด

4. รูปแบบคำถามที่หลากหลาย

  • มีการผสมผสานรูปแบบที่หลากหลาย เช่น True/False/Not Given, Matching Headings, Summary Completion
  • ไม่ใช่แค่ “แบบทดสอบการอ่านทำความเข้าใจ” ทั่วไป แต่ทดสอบ “ความสามารถในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูล”

5. ระบบการให้คะแนนที่มีความเป็นภาวะวิสัย

  • จำนวนข้อที่ตอบถูกจากทั้งหมด 40 ข้อ จะถูกแปลงเป็นคะแนนแบนด์โดยตรง
  • ไม่ใช่การประเมินเชิงอัตวิสัยเหมือน Writing หรือ Speaking แต่เป็นการตัดสินแบบสองทางเลือกว่าถูกหรือผิด

สรุป

ลักษณะเฉพาะของ IELTS Reading สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ปริมาณเนื้อหามาก
  • การแข่งขันกับเวลา
  • จำเป็นต้องคุ้นเคยกับสำนวนเปลี่ยนคำ
  • จำเป็นต้องเตรียมตัวแยกตามรูปแบบคำถาม

ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง

05

การให้คะแนนและการแปลงคะแนน

IELTS Reading จะกำหนดคะแนน (คะแนนแบนด์) จากจำนวนข้อที่ตอบถูกจากทั้งหมด 40 ข้อ ไม่มีการให้คะแนนบางส่วน เป็นระบบที่เรียบง่าย คือได้คะแนนหากตอบถูก และได้ 0 คะแนนหากตอบผิด

วิธีคำนวณคะแนน

จำนวนข้อ
40 ข้อ
วิธีการประเมิน
แปลงจำนวนข้อที่ตอบถูกเป็นคะแนนแบนด์ (0.0–9.0)
รูปแบบการแสดงผล
เพิ่มขึ้นทีละ 0.5 (เช่น 6.0, 6.5, 7.0)

ตัวอย่างการแปลงคะแนน Academic Reading

  • ตอบถูก 30/40 → ประมาณ 7.0
  • ตอบถูก 35/40 → ประมาณ 8.0
  • ตอบถูก 23/40 → ประมาณ 6.0

ตัวอย่างการแปลงคะแนน General Training Reading

เนื่องจาก General มีเนื้อหาง่ายกว่า Academic เล็กน้อย การแปลงคะแนนจึงแตกต่างกันแม้จะตอบถูกจำนวนเท่ากัน

  • ตอบถูก 30/40 → ประมาณ 6.0
  • ตอบถูก 34/40 → ประมาณ 7.0
  • ตอบถูก 38/40 → ประมาณ 8.0

เนื่องจาก Academic มีระดับความยากสูงกว่า จึงมักได้คะแนนสูงกว่าแม้จะตอบถูกจำนวนเท่ากัน

ลักษณะเฉพาะของการให้คะแนน

  • มีความเป็นธรรมสูง: ไม่มีความคิดเห็นส่วนตัวของผู้ตรวจเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือน Writing หรือ Speaking
  • มีความสม่ำเสมอ: หากฝึกฝนมากขึ้น จำนวนข้อที่ตอบถูกก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงตรงสู่การเพิ่มคะแนน
  • สามารถประเมินคะแนนตัวเองได้: สามารถตรวจสอบคะแนนโดยประมาณของตัวเองได้ง่ายจากข้อสอบจำลองหรือข้อสอบเก่า

สรุป

คะแนน IELTS Reading มีลักษณะดังนี้

  • ระบบที่เรียบง่าย จำนวนข้อที่ตอบถูก = คะแนน
  • เกณฑ์การแปลงคะแนนแตกต่างกันระหว่าง Academic และ General
  • มีความเป็นธรรมและความสม่ำเสมอสูง ทำให้เห็นผลลัพธ์จากการฝึกฝนได้ง่าย
06

จุดสำคัญในการเรียน

การจะทำคะแนนสูงใน IELTS Reading ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ แต่ยังต้องอาศัยเทคนิคและกลยุทธ์เฉพาะสำหรับข้อสอบนี้ด้วย ในหัวข้อนี้จะสรุปจุดสำคัญในการเรียนที่มีประสิทธิภาพ

1. ใช้ Skimming และ Scanning ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

  • Skimming: เทคนิคการอ่านผ่านๆ ทั้งบทความอย่างรวดเร็ว เพื่อจับใจความสำคัญและโครงสร้างโดยรวม
  • Scanning: เทคนิคการค้นหาคำสำคัญหรือข้อมูลที่จำเป็นสำหรับคำถามอย่างรวดเร็ว

สิ่งสำคัญคือการฝึกฝน “การค้นหาส่วนที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว” มากกว่า “การอ่านทั้งบทความอย่างละเอียด”

2. เสริมสร้างคลังคำศัพท์

Academic มักออกคำศัพท์เชิงวิชาการ ส่วน General มักออกคำศัพท์ที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันและการทำงาน โดยเฉพาะ Academic Word List (AWL) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การจดคำศัพท์ไว้ในสมุดพร้อมกับคำพ้องความหมาย (Synonym) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ

3. เตรียมตัวแยกตามรูปแบบคำถาม

รูปแบบคำถามมีความหลากหลาย เช่น True/False/Not Given และ Matching Headings แต่ละรูปแบบมี “เคล็ดลับในการแก้โจทย์” เฉพาะตัว จึงจำเป็นต้องฝึกฝนแยกตามรูปแบบ

การนำข้อสอบเก่าชุดเดิมมาฝึกซ้ำแยกตามรูปแบบคำถามจะช่วยให้ทักษะติดตัวมากขึ้น

4. บริหารเวลาอย่างเคร่งครัด

เนื่องจากต้องอ่านบทความทั้ง 3 บทความให้เสร็จภายใน 60 นาที แนวทางคือ 1 บทความ = 20 นาที ความสามารถในการตัดสินใจข้ามโจทย์ยากไปก่อนโดยไม่ยึดติดก็สำคัญเช่นกัน

การใช้ข้อสอบจำลองฝึกฝนภายใต้เวลาสอบจริงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ

5. จดบันทึกข้อผิดพลาด

อย่าปล่อยผ่านข้อที่ตอบผิด ให้จดบันทึกว่า “เพราะเหตุใดจึงตอบผิด” วิเคราะห์ว่าพลาดสำนวนเปลี่ยนคำหรือไม่ หรืออ่านคำสั่งของโจทย์ตกหล่นหรือไม่

การเข้าใจรูปแบบจุดอ่อนของตัวเองจะช่วยไม่ให้ทำผิดพลาดแบบเดิมซ้ำอีกในครั้งต่อไป

สรุป

IELTS Reading เป็นส่วนที่ทดสอบไม่เพียงแค่ความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจเท่านั้น แต่ยังทดสอบความเร็วในการอ่าน คลังคำศัพท์ และความสามารถในการค้นหาข้อมูลอย่างครอบคลุม Academic จะออกบทความเชิงวิชาการ ส่วน General จะออกบทความในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ก็ต้องแก้โจทย์ทั้ง 40 ข้อให้เสร็จภายใน 60 นาที

หากต้องการทำคะแนนสูง มี 3 ประเด็นที่สำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่

  • คำนึงถึงการบริหารเวลาอย่างสม่ำเสมอ
  • ฝึกฝนวิธีแก้โจทย์ที่เหมาะสมกับแต่ละรูปแบบคำถาม
  • เสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับสำนวนเปลี่ยนคำ

3 ข้อนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ

หากคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ในการเรียนทุกวัน ก็จะนำไปสู่การเพิ่มคะแนนได้อย่างแน่นอน มาสะสมการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งสู่คะแนนเป้าหมายของคุณกันเถอะ

07

คู่มือรวม IELTS Reading: คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

IELTS Reading มีเวลาสอบกี่นาที และมีกี่ข้อ?

เวลาสอบคือ 60 นาที รวมทั้งหมด 40 ข้อ ผู้เข้าสอบจะอ่านบทความยาว 3 บทความ แล้วตอบคำถามที่เกี่ยวข้อง

Reading แบบ Academic กับ General แตกต่างกันอย่างไร?

Academic เป็นบทความยาวที่ค่อนไปทางวิชาการ (บทความวิจัย งานวิจัย หนังสือพิมพ์) มีระดับความยากค่อนข้างสูง ส่วน General เน้นเนื้อหาเชิงปฏิบัติ เช่น โฆษณา ประกาศ และเอกสารในที่ทำงานเป็นหลัก ทั้งสองรูปแบบใช้เวลา 60 นาที มี 40 ข้อ และมีวิธีการให้คะแนนแบบเดียวกัน

คะแนนถูกคำนวณอย่างไร?

จำนวนข้อที่ตอบถูกจากทั้งหมด 40 ข้อจะถูกแปลงเป็นคะแนนแบนด์ (0.0–9.0 เพิ่มขึ้นทีละ 0.5) ต่างจาก Writing และ Speaking ตรงที่ไม่มีการให้คะแนนบางส่วน

หากตอบถูกจำนวนเท่ากัน คะแนนของ Academic และ General จะเท่ากันหรือไม่?

ไม่เท่ากัน โดยทั่วไปเนื้อหาของ Academic มีระดับความยากสูงกว่า จึงมีแนวโน้มว่าแม้จะตอบถูกจำนวนเท่ากัน Academic จะได้คะแนนที่แปลงออกมาสูงกว่า

ควรบริหารเวลาอย่างไร?

แนวทางคือ “1 บทความ = 20 นาที” หากลังเลกับโจทย์ยาก การข้ามไปก่อนชั่วคราวแล้วกลับมาแก้ในตอนท้ายเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการยึดติดอยู่กับโจทย์นั้น

รูปแบบคำถามใดที่ออกสอบบ่อย?

รูปแบบมาตรฐานได้แก่ True/False/Not Given, Yes/No/Not Given, Matching Headings, Summary/Sentence Completion, Multiple Choice และ Short Answer

ไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง Not Given กับ False

หากขัดแย้งกับเนื้อหาคือ False หากเนื้อหาไม่ได้กล่าวถึงคือ Not Given เนื่องจากมักตอบผิดเมื่อ “เดาเติมเข้าไปเอง” จึงควรตัดสินจากการมีหรือไม่มีข้อความในเนื้อหาเท่านั้น

ไม่ถนัดการอ่านเร็ว มีวิธีปรับปรุงอย่างไร?

ให้ฝึกแยก Skimming (จับใจความสำคัญ) และ Scanning (ค้นหาข้อมูลที่จำเป็น) ออกจากกัน การฝึกแก้โจทย์ 1 บทความทุกวันโดยจับเวลา และฝึกขีดเส้นใต้ประโยคใจความหลักของแต่ละย่อหน้าเป็นวิธีที่ได้ผล

ควรให้ความสำคัญกับคำศัพท์แบบใดก่อน?

ควรให้ความสำคัญกับ Academic Word List (AWL) และคำพ้องความหมาย (Synonym) ที่พบบ่อย (เช่น important = crucial / vital) เนื่องจากคำถามและเนื้อหาจะออกในรูปแบบการเปลี่ยนคำ จึงควรจำเป็นชุดคำพ้องความหมาย

จำเป็นต้องอ่านทั้งบทความอย่างละเอียดหรือไม่?

การอ่านทั้งบทความอย่างละเอียดภายในเวลาที่กำหนดเป็นเรื่องที่ไม่สมจริง ให้แก้โจทย์ตามลำดับดังนี้ ก่อนอื่นใช้ Skimming จับภาพรวม → อ่านคำถามเพื่อตรวจสอบคำสำคัญ → ใช้ Scanning กลับไปยังจุดที่เกี่ยวข้องแล้วอ่านอย่างละเอียด

มีตำราแนะนำสำหรับเรียนที่บ้านหรือไม่?

ชุด Cambridge IELTS (ข้อสอบเก่า) เป็นตัวเลือกอันดับแรก นอกจากนี้ควรใช้หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหรือบทความเชิงวิชาการ (ที่มีคำอธิบายประกอบ) เพื่อฝึกทั้งการอ่านเร็วและคำศัพท์

มีกลยุทธ์แยกตามคะแนนเป้าหมายหรือไม่?

หากเป้าหมายอยู่ที่ 5.5–6.0 ควรทำคะแนนใน Passage 1 และ 2 ให้แม่นยำ และตั้งเป้าทำคะแนนครึ่งหนึ่งใน Passage 3 หากเป้าหมายอยู่ที่ 6.5–7.0 ควรฝึกฝนวิธีแก้โจทย์ทุกรูปแบบให้แม่นยำและตั้งการบริหารเวลาให้คงที่ หากเป้าหมายตั้งแต่ 7.5 ขึ้นไป ควรเสริมสร้างคลังคำศัพท์ให้กว้างขึ้น เพิ่มความสามารถในการรับมือกับสำนวนเปลี่ยนคำ และฝึกสลับระหว่างการอ่านละเอียดกับการอ่านเร็วให้รวดเร็วขึ้น

สามารถทบทวนคำตอบในวันสอบจริงได้หรือไม่?

สามารถทำได้ แต่เวลาที่เหลือมีไม่มากนัก การวางแผนแก้โจทย์โดยเผื่อเวลาทบทวนสั้นๆ 1–2 นาทีในช่วงท้ายของแต่ละบทความจะปลอดภัยกว่า

การสอบด้วยคอมพิวเตอร์กับข้อสอบกระดาษ มีความแตกต่างในส่วน Reading หรือไม่?

รูปแบบและวิธีการให้คะแนนเหมือนกัน ข้อสอบแบบ CBT สามารถเลื่อนหน้าจอและใช้ฟังก์ชันไฮไลต์ได้ ในขณะที่ข้อสอบกระดาษจะมองเห็นภาพรวมของย่อหน้าได้ง่ายกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล ควรฝึกทำความคุ้นเคยล่วงหน้าด้วยข้อสอบจำลอง

08

ข้อเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับ IELTS Reading

คู่มือรวมการเตรียมสอบและสอบ IELTS – เทคนิคพิชิตข้อสอบและวิธีเรียนฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】

เทคนิคพิชิตแยกตามรูปแบบคำถาม (12 บทความ)

เทคนิคพิชิต True/False/Not Givenเทคนิคพิชิต Yes/No/Not Givenเทคนิคพิชิต Matching Headingsเทคนิคพิชิต Summary Completionเทคนิคพิชิต Matching Information (วิธีแก้โจทย์การจับคู่ข้อมูล)เทคนิคพิชิต Sentence Completion (เทคนิคโจทย์เติมประโยคให้สมบูรณ์)เทคนิคพิชิต Multiple Choice Questions (กลยุทธ์ที่ถูกต้องสำหรับโจทย์แบบเลือกตอบ)เทคนิคพิชิต Diagram/Flowchart Completion (วิธีพิชิตโจทย์เติมแผนภาพ)เทคนิคพิชิต Short Answer Questions (วิธีแก้โจทย์คำตอบสั้น)เทคนิคพิชิต Table Completion (วิธีแก้โจทย์เติมตาราง)เทคนิคพิชิต Note Completion (วิธีแก้โจทย์เติมโน้ต)อันดับความยากของแต่ละรูปแบบคำถามและวิธีเรียน

เทคนิคแยกตามทักษะ (6 บทความ)

วิธีฝึกฝน Skimming และ Scanningวิธีฝึกฝนความสามารถในการจับสำนวนเปลี่ยนคำ (Paraphrase)การฝึกฝนเพื่อเพิ่มความเร็วในการอ่านรวมเคล็ดลับปฏิบัติในการแยกแยะ NG (Not Given)วิธีรักษาสมาธิขณะอ่านบทความยาวเคล็ดลับการบริหารเวลาในส่วน Reading

ภาคปฏิบัติและการเตรียมสอบจำลอง (4 บทความ)

วิธีใช้ข้อสอบจำลอง IELTS Reading ให้มีประสิทธิภาพความแตกต่างระหว่าง Academic กับ General Reading และวิธีเรียนแผนการเรียน Reading เพื่อเพิ่มคะแนนใน 30 วันวิธีเรียนที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับ IELTS Reading จากตัวอย่างความผิดพลาดที่พบบ่อย

คำศัพท์และการเตรียมสอบแยกตามหมวดหมู่ (4 บทความ)

รวมคำศัพท์ที่ออกสอบบ่อยใน Reading (ระดับพื้นฐาน)คำศัพท์ที่ออกสอบบ่อยในหมวดสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์ พร้อมตัวอย่างข้อสอบวิธีอ่านบทความหมวดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พร้อมข้อควรระวังหัวข้อที่ออกสอบบ่อยใน Reading หมวดเทคโนโลยี

การสนับสนุนการเรียน (4 บทความ)

วิธีทำคะแนน 5 ใน IELTS Reading (ฉบับปูพื้นฐาน)วิธีทำคะแนน 6 ใน IELTS Reading (กลยุทธ์สำหรับผู้เรียนระดับกลาง)วิธีทำคะแนน 7 ใน IELTS Reading (วิธีก้าวสู่คะแนนสูง)วิธีทำคะแนน 8 ใน IELTS Reading (กลยุทธ์ขั้นสูงสุดสำหรับผู้เรียนระดับสูง)คู่มือรวมการเตรียมสอบและสอบ IELTS – เทคนิคพิชิตข้อสอบและวิธีเรียนฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】

คอร์สเตรียมสอบ IELTS ของ 3D ACADEMY

ดูรายละเอียดคอร์สเตรียมสอบ IELTS

การเตรียมสอบ IELTS Reading เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง

ด้วยการสอนแบบตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองในรูปแบบเดียวกับการสอบจริง ช่วยให้คุณเอาชนะจุดอ่อนในส่วน Reading ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น