หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Reading > เตรียมสอบ IELTS Reading: รายการคำศัพท์ Reading ที่พบบ่อย (ฉบับพื้นฐาน)
เตรียมสอบ IELTS Reading

เตรียมสอบ IELTS Reading: รายการคำศัพท์ Reading ที่พบบ่อย (ฉบับพื้นฐาน)

9 กันยายน 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

เตรียมสอบ IELTS Reading: รายการคำศัพท์ Reading ที่พบบ่อย (ฉบับพื้นฐาน)
01

บทนำ

เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้เข้าสอบจำนวนมากติดขัดในการทำข้อสอบ IELTS Reading คือ "มีคำศัพท์ที่ไม่รู้จักมากเกินไปจนไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาในบทความได้" แม้โจทย์การอ่านบทความยาวจะดูซับซ้อนในตอนแรก แต่ในความเป็นจริงแล้วมีรูปแบบคำศัพท์และสำนวนที่ปรากฏบ่อยอยู่ค่อนข้างตายตัว การรู้คำเหล่านี้หรือไม่จะส่งผลอย่างมากต่อระดับความเข้าใจ

ตัวอย่างเช่น คำศัพท์เชิงวิชาการพื้นฐานอย่าง "increase (เพิ่มขึ้น)" หรือ "significant (สำคัญ)" จะปรากฏซ้ำ ๆ ในหัวข้อแทบทุกสาขา นอกจากนี้ โจทย์คำถามกับเนื้อหาในบทความมักใช้คำที่ต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน ดังนั้นยิ่งรู้คำศัพท์กว้างมากเท่าไร ก็ยิ่งหาคำตอบที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

ใน "ฉบับพื้นฐาน" นี้ เราได้รวบรวมคำศัพท์พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการทำ Reading โดยจัดหมวดหมู่ตามประเภท สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียน IELTS หรือผู้ที่รู้สึกว่าตนเอง "มีคลังคำศัพท์ไม่เพียงพอ" ในการทำ Reading ขอให้ใช้รายการคำศัพท์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

02

เหตุใดการจดจำคำศัพท์ที่พบบ่อยจึงสำคัญ

IELTS Reading ไม่ใช่แบบทดสอบการท่องจำคำศัพท์เพียงอย่างเดียว แต่การรู้หรือไม่รู้คำศัพท์ที่พบบ่อยจะส่งผลอย่างมากต่อความเร็วในการทำความเข้าใจและอัตราการตอบถูก

  • ทำให้เข้าใจบริบทได้อย่างราบรื่น หากเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จัก จะต้องเดาความหมายทุกครั้งซึ่งทำให้ความเร็วในการอ่านลดลง ในทางกลับกัน หากรู้คำศัพท์พื้นฐานที่พบบ่อย ก็จะสามารถติดตามเนื้อหาได้อย่างราบรื่น
  • รับมือกับสำนวนที่ถูกเปลี่ยนคำได้ ใน IELTS มักมีการใช้คำต่างกันเพื่อสื่อความหมายเดียวกัน เช่น "ในบทความ: significant" และ "ในโจทย์คำถาม: important" การจดจำคำศัพท์ที่พบบ่อยจะช่วยให้รับมือกับการ "พาราเฟรส" นี้ได้ง่ายขึ้น
  • เป็นประโยชน์ต่อกลยุทธ์เฉพาะแต่ละประเภทโจทย์ โจทย์ประเภท True/False/Not Given หรือ Matching Headings ต้องอาศัยความสามารถในการจับคำสำคัญได้อย่างรวดเร็ว การรู้คำศัพท์พื้นฐานจะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นว่าควรมองหาคำตอบตรงจุดใด
  • ช่วยยกระดับคะแนนโดยรวม เนื่องจากคำศัพท์เดียวกันนี้ปรากฏไม่เพียงแต่ใน Reading เท่านั้น แต่ยังปรากฏใน Writing และ Listening ด้วย การเสริมสร้างคลังคำศัพท์จึงส่งผลต่อการพัฒนาคะแนน IELTS โดยรวม

กล่าวโดยสรุป คำศัพท์ที่พบบ่อยคือ "เครื่องมือสำหรับการอ่าน" และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดด้วยความพยายามที่น้อยที่สุด

03

รายการคำศัพท์ที่พบบ่อย (ฉบับพื้นฐาน)

1. คำศัพท์วิชาการพื้นฐาน (คัดมาจาก Academic Word List)

คำศัพท์เชิงวิชาการที่มักปรากฏในเนื้อหาการอ่านอย่างแน่นอน และมักถูกเปลี่ยนคำในโจทย์คำถามด้วยเช่นกัน

  • analyze (วิเคราะห์)
  • approach (แนวทาง, วิธีการ)
  • assess (ประเมิน)
  • concept (แนวคิด)
  • data (ข้อมูล)
  • evidence (หลักฐาน)
  • factor (ปัจจัย)
  • issue (ปัญหา, ประเด็น)
  • method (วิธีการ)
  • significant (สำคัญ)

2. คำที่แสดงตัวเลขและการเปลี่ยนแปลง

พบบ่อยในบทความที่เกี่ยวกับกราฟ สถิติ และแนวโน้ม โดยเฉพาะมีประโยชน์ซ้ำกับ Writing Task 1 ด้วย

  • increase (เพิ่มขึ้น)
  • decrease (ลดลง)
  • fluctuate (ผันผวน)
  • proportion (สัดส่วน)
  • trend (แนวโน้ม)
  • stable (คงที่)

3. คำที่พบบ่อยในการแสดงความคิดเห็นและการให้เหตุผล

ปรากฏในหัวข้อเชิงถกเถียง (การศึกษา ปัญหาสังคม สาขาวิทยาศาสตร์ ฯลฯ) และมักถูกใช้ในการพาราเฟรสโจทย์คำถามด้วย

  • claim (กล่าวอ้าง)
  • argue (โต้แย้ง)
  • support (สนับสนุน)
  • oppose (คัดค้าน)
  • justify (ให้เหตุผลสนับสนุน)
  • controversial (เป็นที่ถกเถียง)

4. คำที่แสดงเวลาและความสัมพันธ์เชิงเหตุผล

การเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุผลจะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างของบทความได้ง่ายขึ้น

  • cause (สาเหตุ)
  • effect (ผลกระทบ)
  • result (ผลลัพธ์)
  • due to (เนื่องจาก)
  • therefore (ดังนั้น)
  • consequence (ผลที่ตามมา)

5. คำที่พบบ่อยในสาขาสิ่งแวดล้อมและสังคม

เป็นหัวข้อยอดฮิตใน Reading โดยเฉพาะคำศัพท์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ประชากร และการศึกษาที่มีอัตราการออกข้อสอบสูงเป็นพิเศษ

  • pollution (มลพิษ)
  • resource (ทรัพยากร)
  • population (ประชากร)
  • urban (เกี่ยวกับเมือง)
  • rural (เกี่ยวกับชนบท)
  • technology (เทคโนโลยี)
  • education (การศึกษา)

รายการนี้คือ "คลังคำศัพท์พื้นฐานขั้นต่ำที่ควรจดจำ" การมุ่งเป้าไปที่การเข้าใจได้ทันทีเมื่อพบคำเหล่านี้ในบทความจริง จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการท่องจำเพียงอย่างเดียว

04

วิธีจดจำอย่างมีประสิทธิภาพ

1. จดจำเป็นหมวดหมู่

แทนที่จะจดจำคำศัพท์แบบกระจัดกระจาย การจดจำเป็นกลุ่มที่มีความหมายเชื่อมโยงกัน เช่น "คำศัพท์วิชาการ" "สำนวนตัวเลข" "ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล" จะช่วยให้จดจำได้ง่ายขึ้น

2. เรียนรู้ควบคู่กับประโยคตัวอย่าง

การเรียนรู้ผ่านประโยคตัวอย่างที่ใช้ในบริบทจริง แทนที่จะเรียนคำศัพท์เดี่ยว ๆ จะมีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น

  • The population of the city increased significantly in the last decade. การจดจำเป็นประโยคตัวอย่างเช่นนี้จะช่วยให้จับความหมายได้ง่ายขึ้นเมื่อเจอในข้อสอบจริง

3. ให้ความสำคัญกับคำพ้องความหมายและการเปลี่ยนคำ

IELTS มักใช้คำที่ต่างกันระหว่าง "เนื้อหาบทความ" กับ "โจทย์คำถาม" ตัวอย่างเช่น

  • significant ↔ important
  • increase ↔ rise ↔ go up
  • result ↔ outcome ↔ consequence จำเป็นต้องเข้าใจความหมายเดียวกันนี้ผ่านคำศัพท์ที่หลากหลาย

4. ทำให้เป็น "คำที่รู้จักแล้ว" ผ่านข้อสอบเก่าและข้อสอบจำลอง

อย่าหยุดแค่การท่องจำ แต่ควรตรวจสอบคำศัพท์ที่พบขณะทำข้อสอบเก่าและข้อสอบจำลองจริง การเปลี่ยนคำที่เคยพบเจอให้กลายเป็น "คำที่รู้จักแล้ว" จะทำให้คลังคำศัพท์กลายเป็นความสามารถที่แท้จริง

5. สะสมทีละน้อยทุกวัน

การจดจำคำศัพท์ 10-15 คำต่อวันอย่างมั่นคงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามจำ 100 คำในครั้งเดียว การทำอย่างต่อเนื่องแม้ในเวลาสั้น ๆ จะให้ผลลัพธ์สูงสุด

05

สรุป

การจะเพิ่มคะแนน IELTS Reading ให้ได้นั้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการจดจำคำศัพท์พื้นฐานที่พบบ่อยให้แม่นยำ มากกว่าการไล่ตามคำศัพท์เฉพาะทางที่ยาก

คำศัพท์ที่แนะนำในบทความนี้ล้วนเป็นคำที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในข้อสอบเก่าและข้อสอบจำลอง เพียงแค่รู้คำเหล่านี้ก็จะช่วยให้จับใจความสำคัญของบทความได้ง่ายขึ้น และรับมือกับการพาราเฟรสในโจทย์คำถามได้ดีขึ้นด้วย

สิ่งสำคัญคือ

  • การเข้าใจคำศัพท์ผ่าน "บริบท"
  • การให้ความสำคัญกับคำพ้องความหมายและการเปลี่ยนคำ
  • การทำให้เป็น "คำที่รู้จักแล้ว" ผ่านการฝึกฝนจริง

นั่นเอง

หากใช้ฉบับพื้นฐานนี้เป็นรากฐาน ก็จะสามารถต่อยอดไปสู่คำศัพท์ในฉบับประยุกต์หรือหัวข้อเฉพาะทางที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้อย่างราบรื่น มาเสริมสร้างคลังคำศัพท์เพื่อเพิ่มทั้งความเร็วในการอ่านและอัตราการตอบถูกไปพร้อมกัน

ในขั้นตอนต่อไป หากเตรียม "รายการคำศัพท์ Reading ที่พบบ่อย (ฉบับประยุกต์)" ไว้ ก็จะช่วยเสริมสร้างคลังคำศัพท์ในระดับที่ใช้งานได้จริงมากยิ่งขึ้น

06

คำถามที่พบบ่อย: รายการคำศัพท์ Reading ที่พบบ่อย (ฉบับพื้นฐาน)

จุดประสงค์ของ FAQ นี้คืออะไร

เพื่อให้สามารถตรวจสอบวิธีการเรียนรู้และวิธีนำคำศัพท์พื้นฐานที่พบบ่อยใน IELTS Reading ไปใช้งานได้ในเวลาอันสั้น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอ่านที่สามารถรับมือกับการพาราเฟรสในโจทย์คำถามได้ ไม่ใช่เพียงการท่องจำเท่านั้น

คำศัพท์ที่พบบ่อยหมายถึงอะไร

หมายถึงคำศัพท์วิชาการทั่วไป (เช่น analyze, evidence, significant) หรือคำศัพท์อเนกประสงค์ที่แสดงปริมาณ เหตุผล และการโต้แย้ง ซึ่งปรากฏซ้ำ ๆ ในข้อสอบเก่าและข้อสอบจำลอง โดยให้ความสำคัญกับคำที่ปรากฏข้ามหลายหัวข้อมากกว่าคำศัพท์เฉพาะทาง

ควรเรียนคำศัพท์ประมาณกี่คำ

ควรเริ่มจากคำศัพท์พื้นฐานชุด 300-500 คำ (ตามหมวดหมู่ในบทความนี้รวมกับคำพ้องความหมาย) ให้จำได้แม่นยำใน 1-2 รอบ จากนั้นจึงขยายเป็น 600-800 คำ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

มีเคล็ดลับในการจดจำอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

เรียนรู้เป็นหมวดหมู่ (คำวิชาการ/การเปลี่ยนแปลงเชิงตัวเลข/เหตุผล ฯลฯ) ท่องจำเป็นประโยคตัวอย่าง (ตรึงความจำผ่านบริบท) จดจำคำพ้องความหมายและคำที่ใช้แทนกันเป็นคู่ ๆ (เช่น significant = important) ทำให้เป็น "คำที่รู้จักแล้ว" ผ่านข้อสอบเก่า (นำคำที่พบเจอไปใส่ในลิสต์ทบทวนทุกครั้ง)

ควรเตรียมตัวรับมือกับการพาราเฟรสอย่างไร

จัดทำบัตรคำศัพท์ในรูปแบบ คำหลัก → คำพ้องความหมายหลัก 2-3 คำ → ประโยคสั้น วิธีที่รวดเร็วที่สุดคือการตรวจสอบด้วยประโยคสั้น ๆ ว่าความหมายยังเชื่อมโยงกันหรือไม่ แม้คำในโจทย์คำถามกับเนื้อหาบทความจะถูกสลับกัน

ควรใช้พจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษ หรืออังกฤษ-ญี่ปุ่น (หรืออังกฤษ-ไทย)

วิธีที่มีประสิทธิภาพคือใช้สองขั้นตอน คือ ใช้พจนานุกรมสองภาษาเพื่อจับความหมายอย่างรวดเร็วในช่วงแรก จากนั้นในขั้นตอนการทำให้จำได้แม่นยำให้ใช้พจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษเพื่อตรวจสอบนิยามหลักและตัวอย่างการใช้งาน

ควรเรียนรู้คำอุปสรรคและรากศัพท์หรือไม่

หน่วยคำที่ใช้งานได้หลากหลาย เช่น re-, inter-, -tion, -ment จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเดาความหมายขณะอ่าน แนะนำให้เรียนรู้แบบสั้น ๆ ประมาณ 10 คำต่อสัปดาห์

ควรใส่ใจความแตกต่างของการสะกดแบบอังกฤษและอเมริกันหรือไม่

ควรทำความคุ้นเคยกับคำที่มีความหมายเดียวกันแต่สะกดต่างกัน (เช่น behaviour/behavior, analyse/analyze) เพื่อป้องกันการพลาดคำตอบเมื่อเทียบกับโจทย์คำถาม

ควรออกแบบแบบทดสอบคำศัพท์อย่างไร

แบบทดสอบรายวัน: ทดสอบคำศัพท์ 10-15 คำของวันนั้นด้วยการแปลสองทางและเติมคำในช่องว่าง 3 รอบ แบบทดสอบรวมท้ายสัปดาห์: ตรวจสอบคำศัพท์ 7 วันด้วยการเติมคำในบริบท (แบบเนื้อหาบทความ) เชื่อมโยงกับข้อสอบจำลอง: เมื่อพบคำศัพท์ในข้อสอบจำลอง ให้เพิ่มลงบัตรคำทันที → ทบทวนภายใน 48 ชั่วโมง

วงจรการเรียนรู้ที่แนะนำเป็นอย่างไร (ตัวอย่างใน 1 วัน)

ช่วงเช้า 15 นาที: คำศัพท์ใหม่ 10 คำ (อ่านออกเสียงประโยคตัวอย่าง) ช่วงกลางวัน 10 นาที: ทบทวนแบบ SRS (เมื่อวาน/3 วันก่อน/1 สัปดาห์ก่อน) ช่วงค่ำ 20 นาที: อ่านข้อสอบเก่าอย่างละเอียด 1 ย่อหน้า → เพิ่มคำศัพท์ที่พบลงในบัตรคำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคืออะไร

ท่องจำคำศัพท์เดี่ยว ๆ เท่านั้นโดยไม่ตรวจสอบบริบท ไม่สร้างเครือข่ายคำพ้องความหมาย (ทำให้อ่อนต่อการพาราเฟรส) ช่วงเวลาการทบทวนไม่เหมาะสม (ไม่ได้เจอคำศัพท์อีกครั้งในช่วงที่กำลังจะลืม)

จะวัดความคืบหน้าได้อย่างไร

ทำแบบทดสอบเติมคำในบริบทแบบสุ่ม 20 คำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยตั้งเกณฑ์ผ่านที่ความถูกต้อง 80% นอกจากนี้ หากอัตราคำศัพท์ที่ไม่รู้จักในข้อสอบเก่า 1 ชุดต่ำกว่า 5% ก็สามารถก้าวไปสู่ระดับคำศัพท์ถัดไปได้

มีประโยชน์ต่อทักษะอื่นนอกจาก Reading หรือไม่

คำศัพท์เดียวกันนี้พบบ่อยใน Writing และ Listening ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคำศัพท์เกี่ยวกับเหตุผลและปริมาณจะนำไปใช้ได้ทันทีใน Task 1/2

ควรเรียนตามลำดับใด (ลำดับความสำคัญ)

คำศัพท์วิชาการพื้นฐาน (แกนหลักแบบ AWL) คำศัพท์ปริมาณและการเปลี่ยนแปลง คำศัพท์เหตุผลและการโต้แย้ง คำศัพท์อเนกประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม/สังคม

เมื่อเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จักควรทำอย่างไร

ดำเนินการตามลำดับดังนี้ เดาความหมายจากบริบทก่อน → จำกัดขอบเขตความหมายด้วยชนิดคำและคำอุปสรรค → ใช้พจนานุกรมหากจำเป็น → ทำเป็นบัตรคำ → ทบทวนภายใน 48 ชั่วโมง

ควรก้าวไปสู่ฉบับประยุกต์เมื่อใด

ควรก้าวไปสู่ขั้นต่อไปเมื่อทำแบบทดสอบเติมคำในบริบทของคำศัพท์พื้นฐาน 300-500 คำได้คะแนนตั้งแต่ 80% ขึ้นไปติดต่อกัน 2 สัปดาห์ และอัตราคำศัพท์ที่ไม่รู้จักในข้อสอบเก่าลดลงอย่างมั่นคง

IELTS Reading (เตรียมสอบ Reading) วิธีเรียนและไกด์รวม [ฉบับปี 2026]ไกด์รวมเตรียมสอบ IELTS – พิชิตครบทุกด้าน วิธีเรียน [ฉบับปี 2026]

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง