หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Reading > เตรียมสอบ IELTS Reading: เทคนิคพิชิต Yes/No/Not Given
เตรียมสอบ IELTS Reading

เตรียมสอบ IELTS Reading: เทคนิคพิชิต Yes/No/Not Given

8 กันยายน 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

เตรียมสอบ IELTS Reading: เทคนิคพิชิต Yes/No/Not Given
01

บทนำ

หนึ่งในโจทย์ที่สร้างความยากลำบากให้ผู้เข้าสอบ IELTS Reading จำนวนมากคือ Yes/No/Not Given เมื่อมองผิวเผินอาจดูคล้ายกับ True/False/Not Given แต่ในความเป็นจริงเจตนาการออกโจทย์และวิธีแก้โจทย์แตกต่างกัน โจทย์นี้ไม่ได้ทดสอบความถูกผิดของข้อเท็จจริง แต่ทดสอบความสามารถในการมองว่าสอดคล้องกับ ความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นของผู้เขียน หรือไม่

“หาคำตอบในเนื้อหาต้นฉบับไม่เจอ” “แยกแยะระหว่าง Yes กับ No ไม่ชัดเจน” เป็นตัวอย่างความผิดพลาดที่พบได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากเข้าใจลักษณะเฉพาะของโจทย์นี้อย่างถูกต้องและปฏิบัติตามขั้นตอนการแก้โจทย์ ก็จะสามารถตอบถูกได้อย่างมั่นคง บทความนี้จะอธิบายแนวคิดและเทคนิคพิชิตที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับการแก้โจทย์ Yes/No/Not Given ให้เข้าใจง่าย

02

ลักษณะเฉพาะของ Yes/No/Not Given

โจทย์ Yes/No/Not Given เป็นรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับ ข้อคิดเห็นหรือความคิดเห็นของผู้เขียน ที่ปรากฏในเนื้อหาต้นฉบับของ Reading ลักษณะเฉพาะคือไม่ใช่การตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เป็นการตัดสินว่าผู้เขียนคิดอย่างไร เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือไม่ได้กล่าวถึง

  • Yes = กรณีที่เนื้อหาของประโยคคำถามสอดคล้องกับความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นของผู้เขียน
  • No = กรณีที่เนื้อหาของประโยคคำถามขัดแย้งกับความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นของผู้เขียน
  • Not Given = กรณีที่ไม่มีการเขียนข้อคิดเห็นนั้นไว้ในเนื้อหาต้นฉบับ หรือข้อมูลที่ใช้ตัดสินไม่เพียงพอ

จุดสำคัญ

  • เป็นโจทย์ที่ทำความเข้าใจจุดยืนของผู้เขียน → ต้องอาศัยความสามารถในการอ่านทำนองว่า “ผู้เขียนคิดเช่นนี้”
  • ไม่ใช่แบบตรวจสอบข้อเท็จจริง → แตกต่างจาก True/False/Not Given ตรงที่ตัดสินโดยยึด “ความคิดเห็นหรือจุดยืน” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงภาวะวิสัย
  • หากไม่มีเขียนไว้ในเนื้อหาต้นฉบับให้เลือก Not Given → ไม่ควรฝืนเลือก Yes หรือ No หากไม่มีข้อมูล คำตอบที่ถูกต้องคือ Not Given
03

ความแตกต่างจาก True/False/Not Given

สิ่งที่มักสับสนกันในโจทย์ IELTS Reading คือ True/False/Not Given และ Yes/No/Not Given แม้จะดูคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงเจตนาการออกโจทย์แตกต่างกัน

True/False/Not Given

  • เป้าหมาย: “ข้อเท็จจริง (Fact)” ในเนื้อหาต้นฉบับ
  • True = เนื้อหาของประโยคคำถามสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในเนื้อหาต้นฉบับ
  • False = ประโยคคำถามขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในเนื้อหาต้นฉบับ
  • Not Given = ไม่มีข้อเท็จจริงนั้นเขียนไว้ในเนื้อหาต้นฉบับ

ตัดสินโดยอาศัย ข้อมูลเชิงภาวะวิสัย เช่น คำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์หรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

Yes/No/Not Given

  • เป้าหมาย: “ความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นของผู้เขียน (Opinion/Claim)” ในเนื้อหาต้นฉบับ
  • Yes = ความคิดเห็นในประโยคคำถามสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของผู้เขียน
  • No = ความคิดเห็นในประโยคคำถามขัดแย้งกับข้อคิดเห็นของผู้เขียน
  • Not Given = ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนั้น

สำคัญคือการทำความเข้าใจว่าผู้เขียนคิดอย่างไรในบทความวิจารณ์หรือบทความแสดงความคิดเห็น

สรุปความแตกต่างในคำเดียว

  • True/False/Not Given → การตรวจสอบเกี่ยวกับ “ข้อเท็จจริง”
  • Yes/No/Not Given → การตรวจสอบเกี่ยวกับ “ความคิดเห็นของผู้เขียน”
04

ขั้นตอนการตอบโจทย์

โจทย์ Yes/No/Not Given ไม่ควรอ่านเนื้อหาต้นฉบับแบบไม่มีทิศทาง แต่การตัดสินตามขั้นตอนคือทางลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบประโยคคำถาม

  • ตระหนักว่าประโยคคำถามไม่ใช่การตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เกี่ยวข้องกับ “ความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นของผู้เขียน”
  • ให้ความสนใจกับคำสำคัญ (เช่น believes, claims, argues เป็นต้น)

ขั้นตอนที่ 2: ค้นหาตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในเนื้อหาต้นฉบับ

  • โจทย์มักออกตามลำดับของเนื้อหาต้นฉบับ
  • ใช้คำสำคัญของประโยคคำถามเพื่อระบุย่อหน้าหรือประโยคที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 3: อ่านจับความคิดเห็นของผู้เขียน

  • ไม่ใช่แค่สำนวนที่เขียนตรงๆ เท่านั้น แต่รวมถึงสำนวนเปลี่ยนคำหรือนัยยะด้วย
  • จัดระเบียบจุดยืนของผู้เขียน (เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เป็นกลาง) ให้ชัดเจน

ขั้นตอนที่ 4: เปรียบเทียบกับประโยคคำถาม

  • ความคิดเห็นตรงกัน → Yes
  • ความคิดเห็นตรงข้าม → No
  • ไม่สามารถบอกได้ว่าตรงกันหรือไม่/ไม่มีการกล่าวถึง → Not Given

ขั้นตอนที่ 5: ระวังสำนวนแบบเด็ดขาด

  • สำนวนแบบเด็ดขาด เช่น “always” “never” “all” “only” มักขัดแย้งกับเนื้อหาต้นฉบับได้ง่าย
  • หากเนื้อหาต้นฉบับไม่ได้จำกัดความ แต่โจทย์กลับยืนยันแบบเด็ดขาด มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็น No หรือ Not Given
05

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข

1. ฝืนตอบ Not Given เป็น Yes/No

  • ตัวอย่างข้อผิดพลาด: คาดเดาว่า “แม้เนื้อหาต้นฉบับจะไม่ได้เขียนไว้ตรงๆ แต่น่าจะเป็น Yes”
  • แนวทางแก้ไข: หากไม่มีข้อมูลในเนื้อหาต้นฉบับ ให้เลือก Not Given อย่างเด็ดขาด อย่าเติมด้วยการคาดเดาหรือสามัญสำนึก

2. ตัดสินด้วยความรู้หรือสามัญสำนึกของตนเอง

  • ตัวอย่างข้อผิดพลาด: คิดว่า “โดยทั่วไปเป็นเช่นนั้น จึงน่าจะเป็น Yes”
  • แนวทางแก้ไข: IELTS เป็นการสอบที่ตัดสินด้วยข้อมูลที่เขียนในเนื้อหาต้นฉบับเท่านั้น ให้ตัดความรู้พื้นฐานทิ้งไป

3. สับสนระหว่าง Yes กับ No

  • ตัวอย่างข้อผิดพลาด: แม้ผู้เขียนจะไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน แต่กลับคิดว่า “ไม่ได้กล่าวถึง”
  • แนวทางแก้ไข: ให้แยกแยะให้ชัดเจนว่า “ผู้เขียนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย” หากเป็นความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วย ให้ตอบ No โดยไม่ลังเล

4. มองข้ามสำนวนเปลี่ยนคำ (paraphrase)

  • ตัวอย่างข้อผิดพลาด: ไม่สังเกตว่าเป็นเนื้อหาเดียวกัน เนื่องจากสำนวนในโจทย์และเนื้อหาต้นฉบับแตกต่างกัน
  • แนวทางแก้ไข: ทำความคุ้นเคยกับคำพ้องความหมายและสำนวนเปลี่ยนคำ ตัวอย่างเช่น: “increase” ⇔ “go up” “important” ⇔ “crucial / significant”

5. ถูกสำนวนแบบเด็ดขาดหลอก

  • ตัวอย่างข้อผิดพลาด: ตัดสินโดยอัตโนมัติว่าเป็น Yes เมื่อเห็นคำว่า “always” หรือ “never” ในโจทย์
  • แนวทางแก้ไข: หากเนื้อหาต้นฉบับไม่มีสำนวนแบบ “ไม่มีข้อยกเว้น” มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็น No หรือ Not Given
06

เคล็ดลับการฝึกปฏิบัติจริง

1. ฝึกแก้เฉพาะ Yes/No/Not Given อย่างเข้มข้น

  • แยกข้อสอบเก่าหรือโจทย์ฝึกหัดตามประเภท แล้วเริ่มจากการทำความคุ้นเคยกับรูปแบบโจทย์นี้ก่อน
  • การทำโจทย์ประเภทเดียวกันซ้ำๆ จะช่วยให้เกิด “ความรู้สึกในเกณฑ์การตัดสิน”

2. ตรวจสอบหลักฐานเสมอ

  • เมื่อเลือกคำตอบแล้ว ต้องตรวจสอบเสมอว่าประโยคใดในเนื้อหาต้นฉบับเป็นหลักฐาน
  • สถานการณ์ในอุดมคติคือสามารถอธิบายได้ว่า “เพราะมีประโยคนี้จึงเป็น Yes”

3. เสริมความแข็งแกร่งในการฝึก Not Given

  • Not Given คือสิ่งที่ผู้เข้าสอบมักไม่ถนัดที่สุด
  • การฝึกตรวจสอบว่า “ไม่มีการกล่าวถึงในเนื้อหาต้นฉบับ” ซ้ำๆ จะช่วยลดความลังเลใจ

4. ทำความคุ้นเคยกับสำนวนเปลี่ยนคำ

  • โจทย์และเนื้อหาต้นฉบับมักไม่ใช้คำเดียวกันบ่อยครั้ง
  • สร้างรายการคำพ้องความหมายแล้วจดจำสำนวนเปลี่ยนคำที่มักใช้จริง

5. ตระหนักถึงเวลาจำกัด

  • โจทย์ Yes/No/Not Given เป็นรูปแบบที่สามารถแก้ได้ในเวลาค่อนข้างสั้น
  • หากลังเลใจ ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป การตัดสินใจไปทำโจทย์ถัดไปก็สำคัญเช่นกัน
07

สรุป

โจทย์ Yes/No/Not Given เป็นโจทย์ที่ทดสอบความสามารถในการอ่านจับ ความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นของผู้เขียน แตกต่างจากโจทย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง True/False/Not Given ตรงที่กุญแจสำคัญคือการเข้าใจจุดยืนของผู้เขียนอย่างถูกต้อง

  • Yes = สอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้เขียน
  • No = ขัดแย้งกับความคิดเห็นของผู้เขียน
  • Not Given = ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึง

หากเข้าใจกฎนี้อย่างชัดเจน และเคร่งครัดในเรื่องการรับมือกับสำนวนเปลี่ยนคำและความระมัดระวังต่อสำนวนแบบเด็ดขาด ก็จะสามารถเพิ่มอัตราการตอบถูกได้อย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญคือการ ยึดข้อมูลในเนื้อหาต้นฉบับเป็นหลักฐานเท่านั้น การสร้างนิสัยตัดสินภายในบทความโดยไม่ถูกความรู้พื้นฐานหรือสามัญสำนึกชักจูง จะช่วยให้สามารถรับมือกับโจทย์ยากได้อย่างสงบ

08

FAQ: เทคนิคพิชิต Yes/No/Not Given

Yes/No/Not Given แตกต่างจาก True/False/Not Given อย่างไร?

Yes/No/Not Given ตัดสินความสอดคล้อง/ไม่สอดคล้อง/ไม่กล่าวถึงเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นของผู้เขียน ในขณะที่ True/False/Not Given ตัดสินความสอดคล้อง/ไม่สอดคล้อง/ไม่กล่าวถึงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเชิงภาวะวิสัย

เกณฑ์การตัดสินพื้นฐานของ Yes/No/Not Given คืออะไร?

Yes: ข้อคิดเห็นในโจทย์สอดคล้องกับข้อคิดเห็นของผู้เขียน No: ข้อคิดเห็นในโจทย์ขัดแย้งกับข้อคิดเห็นของผู้เขียน Not Given: ไม่มีข้อมูลที่ใช้ตัดสินในเนื้อหาต้นฉบับ (ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึง)

จะแยกแยะ Not Given ได้อย่างไร?

แม้จะอ่านตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในเนื้อหาต้นฉบับอย่างละเอียดแล้ว แต่หากไม่พบหลักฐานโดยตรงที่ยืนยันหรือปฏิเสธข้อคิดเห็นในโจทย์ ก็คือ Not Given สิ่งสำคัญคือไม่เติมด้วยการคาดเดาหรือสามัญสำนึกทั่วไป

ลำดับของโจทย์สอดคล้องกับลำดับของเนื้อหาต้นฉบับหรือไม่?

ส่วนใหญ่โจทย์มักออกตามลำดับการดำเนินเรื่องของเนื้อหาต้นฉบับ มักพบว่าหลักฐานของโจทย์ถัดไปอยู่ใกล้กับย่อหน้าที่มีหลักฐานของโจทย์ก่อนหน้า

หากพบสำนวนแบบเด็ดขาด (always, never, all เป็นต้น) ควรตัดสินอย่างไร?

หากเนื้อหาต้นฉบับไม่ได้ยืนยันในระดับนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็น No หรือ Not Given ควรตรวจสอบว่ามีการระบุอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีข้อยกเว้น” ในเนื้อหาต้นฉบับหรือไม่

ควรรับมือกับสำนวนเปลี่ยนคำ (paraphrase) อย่างไร?

โจทย์และเนื้อหาต้นฉบับมักไม่ใช้คำเดียวกัน ตัวอย่างเช่น: increase ⇔ go up, important ⇔ crucial/significant ควรทำความคุ้นเคยกับคำพ้องความหมาย คำตรงข้าม และการเปลี่ยนสำนวนเชิงเหตุผล (because⇔due to)

ปัจจัยตัดสินใจเมื่อลังเลใจระหว่าง Yes กับ No คืออะไร?

ตัดสินด้วยว่าจุดยืนของผู้เขียนชัดเจนไปในทิศทางเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หากนัยยะอ่อนหรือจุดยืนคลุมเครือ ไม่ควรฝืนตัดสินเป็น Yes/No แต่ควรตรวจสอบความชัดเจนในเนื้อหาต้นฉบับอีกครั้ง หากไม่ตรงกับเกณฑ์ ให้พิจารณา Not Given

สามารถใช้ความรู้พื้นฐานของตนเองได้หรือไม่?

ไม่ได้ IELTS เป็นการสอบที่วัดความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจโดยอิงจากข้อมูลในเนื้อหาต้นฉบับ การใช้ความรู้ภายนอกมาเติมช่องว่างจะเป็นสาเหตุของการตอบผิด

ขั้นตอนการตอบโจทย์ที่มีประสิทธิภาพคืออะไร?

ตระหนักว่าโจทย์ถามเกี่ยวกับ “ความคิดเห็นของผู้เขียน” ระบุย่อหน้าที่เกี่ยวข้องในเนื้อหาต้นฉบับด้วยคำสำคัญของโจทย์ อ่านจับจุดยืนของผู้เขียนแล้วเปรียบเทียบกับข้อคิดเห็นในโจทย์ สอดคล้อง=Yes ขัดแย้ง=No ไม่มีการกล่าวถึง=Not Given

สิ่งที่ควรทำในการทบทวนระหว่างฝึกฝนคืออะไร?

หลังจากเลือกคำตอบแล้ว ต้องขีดเส้นใต้ประโยคหลักฐานในเนื้อหาต้นฉบับเสมอ และอธิบายเหตุผลของการเลือกคำตอบนั้นเป็น 1 ประโยค โดยเฉพาะ Not Given ควรตรวจสอบว่า “ไม่มีหลักฐานไม่ว่าจะอ่านไปถึงส่วนใด”

แนวทางการบริหารเวลาคืออะไร?

Yes/No/Not Given สามารถแก้โจทย์ได้ในเวลาค่อนข้างสั้น ให้ใช้เวลาประมาณ 60-90 วินาทีต่อ 1 ข้อ หากลังเลใจให้ทำเครื่องหมายแล้วไปข้อถัดไป แล้วกลับมาตัดสินใหม่ในตอนท้าย

มีรายการตรวจสอบเพื่อลดข้อผิดพลาดหรือไม่?

โจทย์เป็น “ความคิดเห็น” หรือไม่? (ไม่ใช่ข้อเท็จจริงใช่หรือไม่) เนื้อหาต้นฉบับมีการยืนยันอย่างชัดเจนหรือไม่? (ตรวจสอบสำนวนแบบเด็ดขาด) มองข้ามสำนวนเปลี่ยนคำหรือไม่? สามารถระบุประโยคหลักฐานได้อย่างชัดเจนอย่างน้อย 1 ประโยคหรือไม่? เติมด้วยความรู้ภายนอกหรือไม่?

เคล็ดลับการตัดสินในตัวอย่างโจทย์สั้นๆ คืออะไร?

ตัวอย่าง: โจทย์ “The author believes online learning can fully replace classroom education.” เนื้อหาต้นฉบับ “Online learning offers valuable flexibility, but it should complement classroom instruction rather than replace it.” ⇒ ผู้เขียนกล่าวว่าเป็น “การเสริม” และปฏิเสธการ “ทดแทนโดยสมบูรณ์” จึงเป็น No

หากหาหลักฐานไม่พบในย่อหน้าเดียวกันควรทำอย่างไร?

ใช้ความสัมพันธ์ก่อนหลังของโจทย์เป็นเบาะแสเพื่อขยายขอบเขตไปยังย่อหน้าใกล้เคียง หากยังหาไม่พบ ไม่ควรคาดเดา แต่ให้พิจารณาความเป็นไปได้ของ Not Given

IELTS Reading (การอ่าน)|วิธีเรียนและคู่มือรวมฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】คู่มือรวมการเตรียมสอบและสอบ IELTS – เทคนิคพิชิตข้อสอบและวิธีเรียนฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง