

IELTS Reading กำหนดให้ผู้เข้าสอบต้องแก้บทความยาว 3 บทความและตอบคำถามทั้งหมด 40 ข้อให้เสร็จภายใน 60 นาที ดังนั้นนอกจากความสามารถทางภาษาอังกฤษแล้ว ทักษะการบริหารเวลาก็มีความสำคัญอย่างมาก ผู้เข้าสอบจำนวนมากมีประสบการณ์ “หมดเวลาตอนบทความสุดท้าย” หรือ “ตื่นตระหนกระหว่างทางจนไม่สามารถแสดงความสามารถได้เต็มที่”
แม้จะมีความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจเพียงพอ แต่หากใช้เวลาผิดพลาด การทำคะแนนสูงก็เป็นเรื่องยาก ในทางกลับกัน หากมีทักษะการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ การเข้าใจเนื้อหาจะราบรื่นขึ้น และสามารถทำโจทย์ทุกข้อได้อย่างสงบ
บทความนี้จะอธิบายแนวทางการบริหารเวลาสำหรับแต่ละบทความ กลยุทธ์แยกตามประเภทของโจทย์ และวิธีฝึกฝนความรู้สึกด้านเวลาในขั้นตอนการฝึกซ้อม มาเตรียมตัวเพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ภายในเวลาที่จำกัดด้วยเคล็ดลับที่นำไปใช้ได้จริงกันเถอะ
IELTS Reading ประกอบด้วย 3 บทความ มีเวลาจำกัดรวม 60 นาที การจะทำโจทย์ให้เสร็จทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการปรับเวลาที่ใช้ในแต่ละบทความอย่างมีกลยุทธ์
ผู้เข้าสอบจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาอย่างละเอียดกับบทความแรกมากเกินไป จนเวลาไม่พอในช่วงหลัง ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำการแบ่งเวลาดังนี้
หากดำเนินการตามการแบ่งเวลานี้ จะสามารถทำโจทย์ในช่วงหลังได้อย่างละเอียดรอบคอบโดยไม่ตื่นตระหนก และเพิ่มโอกาสในการตอบครบทุกข้อ
นอกจากนี้ เพื่อรักษาแนวทางการบริหารเวลานี้ การตระหนักถึงเฉลี่ย 1.5 นาทีต่อ 1 ข้อ จะช่วยให้จัดการได้ง่ายขึ้น
IELTS Reading มีการออกโจทย์หลากหลายรูปแบบ แม้จะใช้เวลาเท่ากัน แต่มีทั้งโจทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงและโจทย์ที่มักใช้เวลามาก ด้วยเหตุนี้ จุดสำคัญคือการปรับวิธีรับมือให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทของโจทย์
True / False / Not Given (หรือ Yes / No / Not Given)
Matching Information (ค้นหาข้อมูลจากย่อหน้า)
Summary Completion / Note Completion (เติมคำในบทสรุป/บันทึกย่อ)
Matching Headings (เลือกหัวข้อ)
Multiple Choice (โจทย์แบบเลือกตอบ)
จุดสำคัญคือ “สะสมเวลาด้วยประเภทของโจทย์ที่ถนัด และทำโจทย์ที่มักใช้เวลามากไว้ทีหลัง”
ใน IELTS Reading ไม่ใช่แค่การแก้โจทย์เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีเทคนิคการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถเข้าถึงโจทย์ทุกข้อได้ภายในเวลาที่จำกัด การตระหนักถึงเทคนิคต่อไปนี้จะช่วยนำไปสู่การทำคะแนนที่มั่นคง
1. ตระหนักถึงเฉลี่ย 1.5 นาทีต่อ 1 ข้อ
2. ฝึกฝน Skimming และ Scanning อย่างเข้มข้น
3. ตอบชั่วคราวแล้วข้ามโจทย์ยากไปก่อน
4. เวลาที่เหลือ 5 นาทีสุดท้ายคือ “เวลาสำหรับตรวจทานเท่านั้น”
5. ตั้งเวลาจำกัดในข้อสอบจำลองให้เหมือนกับการสอบจริง
การจะนำแนวทางการบริหารเวลาไปใช้ได้อย่างสงบในการสอบจริง จำเป็นต้องสั่งสมการฝึกฝนที่ตระหนักถึงเวลาในชีวิตประจำวัน มาสร้างความรู้สึกนี้ด้วยวิธีต่อไปนี้กัน
1. ฝึกฝนแบบเป็นขั้นตอนเพื่อสร้างความคุ้นเคย
2. ฝึกจับเวลาแยกตามประเภทของโจทย์
3. ใช้นาฬิกาจับเวลาหรือแอปพลิเคชัน
4. ทบทวนอย่างละเอียดหลังจากแก้โจทย์
การจะทำคะแนนสูงใน IELTS Reading ไม่ใช่แค่ความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจเท่านั้น แต่การใช้เวลาอย่างไรก็เป็นกุญแจสำคัญเช่นกัน
หากนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้ จะช่วยให้สามารถทำโจทย์ทุกข้อได้อย่างสงบในการสอบจริง และนำไปสู่การเพิ่มคะแนน การควบคุมการบริหารเวลาได้ กล่าวได้ไม่เกินจริงว่าเท่ากับการควบคุมความสำเร็จของ Reading ได้
การบริหารเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ IELTS Reading คืออะไร?
แนวทางคือ “Passage 1: 15 นาที, Passage 2: 20 นาที, Passage 3: 25 นาที” เนื่องจากระดับความยากเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง จึงควรเผื่อเวลาให้กับบทความที่ยากมากขึ้น
ควรตระหนักถึงเวลาต่อ 1 ข้อเท่าไร?
ให้ใช้เฉลี่ยประมาณ 1.5 นาที (90 วินาที) เป็นเกณฑ์ หากดูเหมือนจะเกินเวลามาก ให้ตอบชั่วคราวแล้วไปข้อถัดไป
สาเหตุหลักที่ทำให้เวลาไม่พอคืออะไร?
สาเหตุหลักคือการครุ่นคิดมากเกินไปในช่วงต้น การยึดติดกับโจทย์ที่ใช้เวลามาก เช่น Matching Headings และการละเลย Skimming และ Scanning
หากเจอโจทย์ยากควรทำอย่างไร?
อย่ายึดติดนานเกิน 3 นาที ให้ตอบชั่วคราวแล้วไปข้อถัดไปโดยตั้งใจว่าจะกลับมาทีหลัง ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงโจทย์ทุกข้อเป็นอันดับแรก
ควรเผื่อเวลาสำหรับตรวจทานหรือไม่?
ควรเผื่อ ให้ใช้เวลา 5 นาทีสุดท้ายเป็นเวลาสำหรับตรวจทานเท่านั้น เพื่อตรวจสอบว่ามีข้อที่ยังไม่ตอบหรือไม่ ความผิดพลาดในการทำเครื่องหมาย และทบทวนวิธีการคัดออกอีกครั้ง
ควรปรับการบริหารเวลาให้แตกต่างกันตามประเภทของโจทย์หรือไม่?
ควรปรับ ให้ทำ T/F/NG และ Matching Information ด้วยจังหวะที่รวดเร็ว ส่วน Matching Headings และโจทย์เติมคำในบทสรุป ไม่ควรใช้เวลามากเกินไป และควรใช้การข้ามไปทำทีหลังด้วย
ควรเปลี่ยนลำดับการอ่านหรือไม่?
โดยพื้นฐานการอ่านตามลำดับ Passage 1→2→3 ไม่มีปัญหา แต่หากมีประเภทของโจทย์ที่ไม่ถนัดจำนวนมาก เช่น การเลือกหัวข้อหรือโจทย์เติมคำในบทสรุป การจัดการโจทย์ที่แก้ได้ก่อนเพื่อสะสมเวลาก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน
วิธีใช้ Skimming และ Scanning ที่เป็นรูปธรรมคืออะไร?
ทำ Skimming ตั้งแต่ต้นเพื่อจับใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า จากนั้นเมื่ออ่านโจทย์แล้วให้ใช้คำสำคัญทำ Scanning เนื้อหาต้นฉบับเพื่อระบุตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง
ควรใช้นาฬิกาจับเวลาระหว่างฝึกซ้อมหรือไม่?
จำเป็นอย่างยิ่ง ให้ลดเวลาลงทีละขั้นจาก ไม่จำกัดเวลา → 1.5 เท่า → 60 นาทีเหมือนสอบจริง และฝึกฝนความรู้สึกด้านเวลาด้วยนาฬิกาจับเวลาหรือแอปพลิเคชันอยู่เสมอ
วิธีรับมือเมื่อลังเลใจกับ Not Given คืออะไร?
หากไม่มีข้อมูลปรากฏชัดเจนในเนื้อหาต้นฉบับ ให้ตัดสินเป็น Not Given ไม่ควรใช้เวลาตัดสินใจนานเกินไป ให้ตอบชั่วคราวแล้วตรวจสอบอีกครั้งในตอนท้าย
หากคลังคำศัพท์ไม่มั่นใจ สามารถแก้ไขด้วยการบริหารเวลาได้หรือไม่?
ได้ หากคุ้นเคยกับสำนวนเปลี่ยนคำ (paraphrase) และปฏิบัติตามขั้นตอนอ่านโจทย์ล่วงหน้า → สแกนเนื้อหาต้นฉบับ อย่างเคร่งครัด ก็สามารถชดเชยการขาดคลังคำศัพท์ได้ในระดับหนึ่ง
มีวิธีเตรียมตัวช่วงใกล้สอบเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกในวันสอบจริงหรือไม่?
ใน 1-2 สัปดาห์ก่อนสอบ ให้ทำข้อสอบจำลองในรูปแบบเดียวกับการสอบจริงทุกครั้ง หลังจากเสร็จแล้วให้บันทึก “โจทย์ที่ใช้เวลามาก” และ “โจทย์ที่สามารถลดเวลาลงได้” แล้วนำไปปรับใช้ในการแบ่งเวลาครั้งต่อไป
เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง