หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Reading > เตรียมสอบ IELTS Reading: จัดอันดับความยากของแต่ละประเภทคำถามและวิธีเรียน
เตรียมสอบ IELTS Reading

เตรียมสอบ IELTS Reading: จัดอันดับความยากของแต่ละประเภทคำถามและวิธีเรียน

8 กันยายน 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

เตรียมสอบ IELTS Reading: จัดอันดับความยากของแต่ละประเภทคำถามและวิธีเรียน
01

บทนำ

IELTS Reading ต้องอ่านบทความยาว 3 บทความและตอบคำถามในรูปแบบต่างๆ ภายในเวลาที่จำกัด จึงเป็นกำแพงใหญ่สำหรับผู้เข้าสอบจำนวนมาก ที่ยากเป็นพิเศษคือกรณีที่ไม่เข้าใจว่า "ประเภทคำถามใดที่ตนเองถนัด และในทางกลับกันโจทย์ประเภทใดที่มักเสียเวลาไปเปล่าๆ"

ในความเป็นจริง แนวโน้มความยากและทักษะการอ่านที่จำเป็นแตกต่างกันไปตามประเภทของคำถาม ตัวอย่างเช่น โจทย์การให้หัวข้อ (Matching Headings) ที่เน้นการจับธีมของย่อหน้าเป็นหลักนั้นค่อนข้างจัดการได้ง่าย ในขณะที่โจทย์อย่าง True/False/Not Given ที่ต้องตัดสิน "สิ่งที่ไม่ได้เขียนอยู่ในเนื้อหา" กลับทำให้ผู้เข้าสอบจำนวนมากประสบปัญหา

บทความนี้จะจัดระเบียบความยากทั่วไปของแต่ละประเภทคำถามในรูปแบบการจัดอันดับ และแนะนำวิธีเรียนที่มีประสิทธิภาพสำหรับแต่ละประเภท ควรระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง และวางแผนเตรียมตัวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มคะแนน Reading โดยรวม

02

การจัดอันดับความยาก (แนวโน้มทั่วไปของผู้เข้าสอบ)

ในที่นี้ได้จัดระเบียบประเภทของคำถามตามระดับความยาก 3 ระดับ โดยอิงจาก "ความง่าย・ความยาก" ที่ผู้เข้าสอบจำนวนมากรู้สึก ถือเป็นแนวโน้มทั่วไปเท่านั้น และอาจมีความแตกต่างระหว่างบุคคลขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาอังกฤษและรูปแบบการอ่าน แต่สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการพิจารณาลำดับความสำคัญของการเรียนได้

★☆☆ (ค่อนข้างง่าย)

1. Multiple Choice (โจทย์เลือกตอบ)

  • ลักษณะ: รูปแบบที่ต้องเลือกตัวเลือกที่ตรงกับเนื้อหา
  • เหตุผลที่ความยากค่อนข้างต่ำ: คำตอบที่ถูกต้องมีอยู่ในตัวเลือกเสมอ และสามารถใช้วิธีตัดตัวเลือกออกได้
  • จุดพิชิต: ดึงคำสำคัญมาเทียบกับเนื้อหา ระวังการเปลี่ยนคำเล็กน้อย พร้อมกับหา "หลักฐานของสิ่งที่ผิด" เพื่อตัดตัวเลือกออก

2. Matching Headings (การจับคู่หัวข้อกับย่อหน้า)

  • ลักษณะ: โจทย์ที่ต้องเลือกหัวข้อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละย่อหน้า
  • เหตุผลที่ความยากค่อนข้างต่ำ: หากเข้าใจธีมของย่อหน้าจะตอบถูกได้ง่าย
  • จุดพิชิต: ให้ความสนใจกับตอนต้นและตอนท้ายของย่อหน้าเพื่อจับธีม จับ "ใจความสำคัญของทั้งย่อหน้า" ไม่ใช่รายละเอียด

★★☆ (ระดับกลาง)

3. Note / Summary / Table Completion (โจทย์เติมโน้ต・สรุป・ตาราง)

  • ลักษณะ: รูปแบบที่ต้องจัดระเบียบข้อมูลในเนื้อหาแล้วเติมช่องว่าง
  • เหตุผลที่ความยากปานกลาง: ต้องค้นหาคำสำคัญจากเนื้อหา และต้องการความสอดคล้องทางไวยากรณ์ด้วย
  • จุดพิชิต: คาดเดา "ชนิดของคำ เช่น คำนาม・คำกริยา・คำคุณศัพท์" ก่อนแล้วจึงค้นหา ต้องตรวจสอบข้อจำกัดจำนวนคำที่กำหนดไว้เสมอ

4. Matching Information (การจับคู่ข้อมูล)

  • ลักษณะ: โจทย์ที่ต้องค้นหาว่าข้อมูลเฉพาะอยู่ในย่อหน้าใดของเนื้อหา
  • เหตุผลที่ความยากปานกลาง: ต้องการความสามารถในการค้นหาคำสำคัญและความสามารถในการสแกน
  • จุดพิชิต: ใช้ตัวเลข・ชื่อเฉพาะ・ยุคสมัยเป็นเบาะแสในการค้นหา ระวังการเปลี่ยนคำระหว่างสำนวนในเนื้อหาและข้อความคำถาม

5. Sentence Completion (โจทย์เติมประโยค)

  • ลักษณะ: โจทย์ที่ต้องเติมคำจากเนื้อหาเพื่อให้ประโยคสมบูรณ์
  • เหตุผลที่ความยากปานกลาง: ไม่ใช่เพียงความหมาย แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ด้วย
  • จุดพิชิต: คาดเดาชนิดของคำจากบริบทก่อนและหลังช่องว่าง ปฏิบัติตามข้อจำกัดจำนวนคำ เช่น "No more than … words" อย่างเคร่งครัด

★★★ (ยาก)

6. True / False / Not Given (การตัดสินถูกผิด)

  • ลักษณะ: ตัดสินว่าข้อมูลในเนื้อหาถูกต้อง ไม่ถูกต้อง หรือไม่มีการกล่าวถึง (Not Given)
  • เหตุผลที่ความยากสูง: การตัดสิน "Not Given" มีความยาก และมักเกิดข้อผิดพลาดจำนวนมาก
  • จุดพิชิต: หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในเนื้อหาให้ตอบ "Not Given" หาก "ไม่ตรงกันบางส่วน" ให้ตอบ False

7. Yes / No / Not Given (การตัดสินความคิดเห็นหรือทัศนคติของผู้เขียน)

  • ลักษณะ: ตัดสินว่าข้อโต้แย้งหรือความคิดเห็นของผู้เขียนตรงกับเนื้อหาหรือไม่
  • เหตุผลที่ความยากสูง: ต้องอ่านทัศนคติของผู้เขียน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
  • จุดพิชิต: ให้ความสนใจกับคำแสดงการประเมิน (claim, believe, argue, suggest) อย่าสับสนระหว่างความคิดเห็นของผู้เขียนกับข้อเท็จจริง

8. Matching Sentence Endings (การจับคู่ครึ่งหลังของประโยค)

  • ลักษณะ: การจับคู่ครึ่งแรกของประโยคกับครึ่งหลังที่เหมาะสม
  • เหตุผลที่ความยากสูง: หากไม่เข้าใจความหมายของประโยคอย่างถูกต้องจะได้ชุดที่ไม่เป็นธรรมชาติ
  • จุดพิชิต: ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติทางไวยากรณ์ ไม่ใช่เพียงความหมาย อย่าอ่านประโยคยาวรวดเดียว แต่ควรทำความเข้าใจความหมายของครึ่งแรกอย่างละเอียด

9. Diagram / Flow-chart Completion (การเติมแผนภาพให้สมบูรณ์)

  • ลักษณะ: การเติมข้อมูลจากเนื้อหาลงในแผนภาพหรือแผนผังการไหล
  • เหตุผลที่ความยากสูง: มักออกสอบในหัวข้อทางวิทยาศาสตร์・เทคนิค จึงต้องการความสามารถในการจัดระเบียบข้อมูล
  • จุดพิชิต: ให้ความสนใจกับคำเชื่อมที่แสดงลำดับขั้นตอน (first, then, finally) ทำความเข้าใจโครงสร้างของแผนภาพก่อนแล้วจึงอ้างอิงเนื้อหา
03

วิธีเรียนที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อเข้าใจความยากของแต่ละประเภทคำถามแล้ว ต่อไปสิ่งสำคัญคือ "จะฝึกฝนอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร" ในที่นี้จะแนะนำแนวทางการเรียนที่เป็นรูปธรรมซึ่งเชื่อมโยงตรงสู่การเพิ่มคะแนน

1. ฝึกฝนแยกตามประเภทคำถามอย่างเข้มข้น

  • อันดับแรก ควรระบุรูปแบบโจทย์ที่ตนเองไม่ถนัด แล้วฝึกทำโจทย์ประเภทเดียวกันซ้ำๆ จะมีประสิทธิภาพ
  • ตัวอย่าง: หากไม่ถนัด True/False/Not Given ให้ทำเฉพาะโจทย์ประเภทนี้ 10 ข้อติดต่อกันเพื่อคุ้นเคยกับการตัดสิน "Not Given"
  • แนะนำให้แยกหนังสือข้อสอบทางการ Cambridge ตามประเภทแล้วฝึกฝน

2. จำลองการบริหารเวลา

  • IELTS Reading มี 40 ข้อภายใน 60 นาที ให้ฝึกแก้โจทย์ภายในบทความละ 20 นาทีรวมเวลาตรวจทานด้วย
  • อย่าใช้เวลามากเกินไปกับโจทย์ที่ยาก โจทย์ที่แก้ไม่ได้ให้ข้ามไปก่อนแล้วสร้างนิสัยกลับมาแก้ทีหลัง
  • การฝึกฝนความรู้สึกด้านเวลาผ่านข้อสอบจำลองคือกุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงของคะแนน

3. แยกใช้สแกนและสกิม

  • สกิม (การอ่านเร็ว) → จับใจความสำคัญของย่อหน้า (มีประสิทธิภาพสำหรับ Matching Headings)
  • สแกน (การค้นหาข้อมูล) → ค้นหาชื่อเฉพาะและตัวเลข (มีประสิทธิภาพสำหรับ Matching Information และกลุ่ม True/False)
  • การสลับ "ความเร็วและความลึกในการอ่าน" ตามประเภทของคำถามจะมีประสิทธิภาพ

4. เรียนรู้การเปลี่ยนคำ

  • คำถามและเนื้อหาของ IELTS มีการ "เปลี่ยนคำ" อยู่เสมอ ตัวอย่าง: เนื้อหา "children" → คำถาม "youngsters"
  • ไม่ใช่เพียงเสริมสร้างความสามารถด้านคำศัพท์ แต่การเรียนรู้คำพ้องความหมายและความรู้สึกด้านภาษาอย่างมีสติจะเชื่อมโยงตรงสู่การเพิ่มอัตราการตอบถูก
  • การบันทึกว่า "คำถามและเนื้อหาถูกเปลี่ยนคำอย่างไร" ในโจทย์ที่อ่านจะมีประสิทธิภาพ

5. ฝึกฝนในรูปแบบข้อสอบจริง

  • เมื่อทำแบบฝึกหัด ต้องจับเวลาเสมอ และจำลองสภาพแวดล้อมการสอบ
  • ในการสอบจริงต้องใช้สมาธิสูง ดังนั้นการฝึกฝนต่อเนื่องตลอด 60 นาทีเป็นสิ่งสำคัญ
  • ควรทำทั้งการฝึกแยกบทความ (20 นาที) และการฝึกทั้งชุด (60 นาที) อย่างสมดุล
04

สรุป

IELTS Reading ไม่ใช่เพียง "ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ" แต่การเข้าใจเทคนิคการพิชิตแยกตามประเภทคำถามหรือไม่ ก็เป็นตัวชี้ขาดคะแนนอย่างมากเช่นกัน

  • **โจทย์ที่มีความยากต่ำ (Multiple Choice, Matching Headings เป็นต้น)** ควรทำให้เป็นแหล่งทำคะแนนอย่างแน่นอน
  • **โจทย์ระดับกลาง (Summary Completion, Matching Information เป็นต้น)** ควรจับรูปแบบวิธีแก้เพื่อสร้างความมั่นคง
  • **โจทย์ที่มีความยากสูง (True/False/Not Given, Yes/No/Not Given เป็นต้น)** ควรคุ้นเคยกับรูปแบบกับดักและค่อยๆ เพิ่มอัตราการตอบถูก

นอกจากนี้

  • การบริหารเวลา (ไม่เกิน 20 นาทีต่อบทความ)
  • การแยกใช้สแกนและสกิม
  • ความเข้าใจสำนวนการเปลี่ยนคำ

การยึดถือกลยุทธ์พื้นฐานเหล่านี้อย่างเคร่งครัดจะช่วยให้คะแนนโดยรวมมีความมั่นคง

การจะมุ่งสู่คะแนน Reading 7.0 ขึ้นไป สิ่งสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยงประเภทที่ไม่ถนัด แต่คือการรู้ "วิธีพิชิตโจทย์ประเภทนั้น" ลองนำการเตรียมตัวแยกตามประเภทมาปรับใช้ในการเรียนประจำวันโดยอ้างอิงจากบทความนี้

05

FAQ: จัดอันดับความยากของแต่ละประเภทคำถามและวิธีเรียน

โครงสร้างของข้อสอบ IELTS Reading เป็นอย่างไร? (เวลา・จำนวนข้อ・คะแนน)

รวมทั้งหมด 60 นาที 3 บทความ 40 ข้อ ไม่รวมเวลาสำหรับคัดลอกลงกระดาษคำตอบ แต่ละข้อมีค่า 1 คะแนน คะแนนดิบของ Reading ทั้งหมดจะถูกแปลงเป็นคะแนนแบนด์

แนวทางการบริหารเวลาเป็นอย่างไร?

ไม่เกิน 20 นาทีต่อบทความ (อ่านคำถาม 15-17 นาที + ตรวจทาน 3-5 นาที) ไม่ยึดติดกับโจทย์ยาก ให้ข้ามไปก่อนแล้วกลับมาแก้ในตอนท้าย

เกณฑ์การตัดสิน True / False / Not Given คืออะไร?

True: เนื้อหาระบุเนื้อความเดียวกันอย่างชัดเจน False: เนื้อหาปฏิเสธเนื้อความของคำถามอย่างชัดเจน Not Given: ไม่มีหลักฐานในเนื้อหา (ไม่สามารถคาดเดาได้)

Yes / No / Not Given ต่างกันอย่างไร?

ถามความสอดคล้องกับความคิดเห็น・ทัศนคติของผู้เขียน ไม่ใช่ความสอดคล้องของข้อเท็จจริง แต่ตัดสินว่าจุดยืนของผู้เขียน (claim, argue, suggest เป็นต้น) ตรงกับข้อความในคำถามหรือไม่

เคล็ดลับของ Matching Headings (การจับคู่หัวข้อ) คืออะไร?

ระบุ "ธีมหลัก" ของย่อหน้าจากประโยคต้นและประโยคสรุป ให้ความสำคัญกับ "ใจความสำคัญของทั้งย่อหน้า" ไม่ใช่รายละเอียด แยกตัวเลือกที่คล้ายกันด้วยความละเอียดอ่อน (ขอบเขต・คำประเมิน)

วิธีพิชิต Summary / Note / Table Completion คืออะไร?

คาดเดาชนิดของคำ (คำนาม・คำกริยา・คำคุณศัพท์) จากก่อนและหลังช่องว่าง ปฏิบัติตามข้อจำกัดจำนวนคำ (No more than … words) อย่างเคร่งครัด คำนึงถึงการเปลี่ยนคำในฝั่งเนื้อหา (คำพ้องความหมาย・สำนวนเปลี่ยนคำ)

แยกใช้สกิมและสแกนอย่างไร?

สกิม: สำหรับการจับหัวข้อและใจความสำคัญของย่อหน้า สแกน: สำหรับการค้นหาตัวเลข・ชื่อเฉพาะ・ยุคสมัย・คำเฉพาะทาง

จะเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนคำอย่างไร?

คำถามและเนื้อหามีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกเปลี่ยนคำ เช่น children → youngsters / kids, increase → surge / rise ให้ใช้ข้อสอบเก่าทำสมุด "คู่การเปลี่ยนคำระหว่างคำถาม⇔เนื้อหา" และทบทวนทุกสัปดาห์

จุดสำคัญของ Diagram / Flow-chart Completion คืออะไร?

ทำความเข้าใจโครงสร้างของแผนภาพ (นำเข้า→ประมวลผล→ผลลัพธ์) ก่อน ใช้คำแสดงลำดับขั้นตอน (first, then, finally) หรือคำแสดงเหตุผล (because, therefore) เป็นจุดสังเกต ใช้นโยบายดึงศัพท์เฉพาะทางออกมาโดยตรงเพื่อลดข้อผิดพลาด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีป้องกันมีอะไรบ้าง?

จำนวนคำเกิน: ตรวจสอบว่าสามารถปรับด้วยคำที่มีขีดหรือตัวเลขได้หรือไม่ คำพ้องเสียง・รูปคำที่มาจากรากเดียวกัน: ระวังการเปลี่ยนแปลงของรูปคำ (การทำให้เป็นคำนาม・รูปพหูพจน์) การคาดเดาเกินขอบเขต: ไม่เติมข้อมูลที่ไม่มีในเนื้อหา

ควรแก้โจทย์ตามลำดับใด?

โดยพื้นฐานคำถามมักออกสอบตามลำดับที่สอดคล้องกับเนื้อหา ควรเริ่มจาก "โจทย์ที่จัดตำแหน่งได้ง่าย (ชื่อเฉพาะ・ระบบตัวเลข)" → "การเติมสรุป・ประโยค" → "กลุ่มการตัดสิน (T/F/NG, Y/N/NG)" ตามลำดับจะมีความมั่นคง

ปริมาณการเรียนที่จำเป็นเพื่อมุ่งสู่ 7.0 คือเท่าไหร่?

ในช่วง 4-6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ควรทำข้อสอบเก่าทางการอย่างน้อย 6-8 ชุด ในรูปแบบข้อสอบจริง 60 นาที ในแต่ละครั้งควรวิเคราะห์ข้อผิดพลาด (จัดหมวดหมู่สาเหตุ: คำศัพท์・การเปลี่ยนคำ・การคาดเดา・เวลา) และฝึกฝนโจทย์ประเภทเดียวกันซ้ำๆ ทีละ 10 ข้อ

จะเพิ่มคำศัพท์อย่างไร? (วิธีที่มีประสิทธิภาพ)

ให้ความสำคัญกับคำหลักที่พบบ่อยแยกตามธีม (วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม การศึกษา) จำกัดบัตรคำศัพท์ไว้ที่ "คำหลัก+คำพ้องความหมาย 2 คำ+collocation 1 ชุด" การท่องจำตัวอย่างการเปลี่ยนคำระหว่างคำถามและเนื้อหาโดยตรงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด

ควรทบทวนอย่างไร?

ติดแท็กข้อที่ตอบผิดตาม "ประเภทคำถาม × สาเหตุ" ฝึกโจทย์ประเภทเดียวกันซ้ำภายใน 24 ชั่วโมง แล้วทดสอบซ้ำอีกครั้งหลัง 1 สัปดาห์ ควรอ้างอิง "บรรทัดหลักฐาน" ไว้ในสมุดบันทึกเสมอ

หากเนื้อหาภาษาอังกฤษยากจนอ่านไม่จบควรทำอย่างไร?

ดึงประธาน・กริยา・กรรมออกมาก่อนเพื่อจับโครงสร้างหลัก ตัดวลีบุพบทยาวๆ หรืออนุประโยคสัมพันธ์ออกชั่วคราว แล้วนำกลับมาใส่ทีหลัง คำที่ไม่รู้จักให้คาดเดาจากหน้าที่และชนิดของคำ (ไม่ต้องฝืนหาความหมายตามพจนานุกรม)

ตัวอย่างเมนูฝึกฝนประจำวันคืออะไร?

20 นาที: ฝึกฝนเฉพาะประเภทคำถาม (เช่น T/F/NG×10 ข้อ) 20 นาที: อัปเดตสมุดคำศัพท์・การเปลี่ยนคำ 20 นาที: ฝึกทั้งชุด หรือเสริมจุดอ่อน (สรุป・การจับคู่หัวข้อ เป็นต้น)

มีสื่อที่มีประสิทธิภาพนอกเหนือจากหนังสือข้อสอบทางการหรือไม่?

ให้ใช้ประโยชน์จากบทความยาว เช่น สารานุกรมภาษาอังกฤษ・ประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย・ข่าววิทยาศาสตร์ (สิ่งแวดล้อม・การแพทย์・ประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวข้อที่พบบ่อยใน IELTS) ทำเป็นชุดเดียว ตั้งแต่เนื้อหา→ใจความสำคัญ→ดึงคำสำคัญ→สร้างข้อเสนอหัวข้อ

รายการตรวจสอบเพื่อลดข้อผิดพลาดจากความประมาทคืออะไร?

อยู่ในข้อจำกัดจำนวนคำหรือไม่ (คำที่มีขีด・รูปแบบตัวเลข) รูปพหูพจน์・กาล・การสะกดชื่อเฉพาะ ตรวจสอบคำสั่งของคำถามอีกครั้ง (จำนวนตัวเลือก・ขอบเขตการดึงคำ・ห้ามใช้คำพ้องความหมาย)

การวินิจฉัยจุดคอขวดเมื่อคะแนนหยุดนิ่งคืออะไร?

สามารถแสดงบรรทัดหลักฐานของคำตอบที่ถูกต้องได้ทันทีหรือไม่ (ความเร็วในการระบุหลักฐาน) ความทนทานต่อการเปลี่ยนคำ (คำพ้องความหมาย・คำตรงข้าม・คำระดับสูงกว่า) สาเหตุของการใช้เวลาเกิน (เอนเอียงไปที่ประเภทคำถามใดประเภทหนึ่ง หรืออ่านเนื้อหาอย่างละเอียดเกินไป)

เตรียมสอบ IELTS Reading: คู่มือรวมวิธีเรียนและเทคนิคพิชิตข้อสอบ【ฉบับปี 2026】คู่มือรวมการเตรียมสอบและสอบ IELTS – เทคนิคพิชิตข้อสอบและวิธีเรียนฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง