หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Reading > เทคนิครับมือ IELTS Reading: แผนการเรียน Reading 30 วันเพื่อเพิ่มคะแนน
เตรียมสอบ IELTS Reading

เทคนิครับมือ IELTS Reading: แผนการเรียน Reading 30 วันเพื่อเพิ่มคะแนน

9 กันยายน 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

เทคนิครับมือ IELTS Reading: แผนการเรียน Reading 30 วันเพื่อเพิ่มคะแนน
01

บทนำ

IELTS Reading เป็นทั้ง “การแข่งขันกับเวลา” และ “บททดสอบความแม่นยำ” สำหรับผู้เข้าสอบจำนวนมาก เนื่องจากต้องอ่านบทความยาว 3 บทความและตอบคำถาม 40 ข้อภายในเวลาจำกัด 60 นาที นอกจากคำศัพท์และความสามารถในการอ่านเร็วแล้ว วิธีการทำข้อสอบและกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มคะแนน

“ไม่รู้คำศัพท์เลยทำต่อไม่ได้…” “ตัดสินใจ Not Given ไม่ได้สักที…” “เวลาไม่พอสำหรับพาสเสจสุดท้าย…”

ผู้ที่มีความกังวลเช่นนี้มีอยู่ไม่น้อย แต่หากฝึกฝนด้วยวิธีที่ถูกต้อง แม้เพียง 30 วันก็สามารถเพิ่มคะแนนขึ้นได้ 1-2 ระดับอย่างเต็มที่

บทความนี้จะเสนอแผนการเรียนที่ช่วยเพิ่มความสามารถด้าน Reading อย่างมีประสิทธิภาพภายใน 30 วัน ตั้งแต่การปูพื้นฐาน การรับมือแยกตามประเภทคำถาม ไปจนถึงการฝึกข้อสอบจำลองและเสริมจุดอ่อน โดยระบุขั้นตอนการเรียนในแต่ละวันอย่างเป็นรูปธรรม เพียงทำตามตารางก็สามารถสั่งสมความสามารถได้อย่างมั่นคง

ไม่ว่าคุณจะใกล้ถึงวันสอบ IELTS จริงแล้ว หรือยังมีเวลาแต่ต้องการเตรียมตัวล่วงหน้า ขอให้ใช้แผน 30 วันนี้เป็นแนวทางในการเรียนของคุณ

02

บทที่ 1: ลักษณะเฉพาะและความท้าทายของ IELTS Reading

1. โครงสร้างพื้นฐานของ IELTS Reading

IELTS Reading มีรูปแบบที่เรียบง่ายคือ 60 นาที 40 ข้อ 3 พาสเสจ แต่เบื้องหลังรูปแบบนี้ซ่อนความยากไว้มากมาย

  • เวลาสอบ: 60 นาที (รวมเวลาคัดลอกคำตอบลงกระดาษคำตอบ)
  • จำนวนพาสเสจ: 3 พาสเสจ (ยิ่งพาสเสจหลังยิ่งยากขึ้น)
  • จำนวนข้อ: รวม 40 ข้อ (1 ข้อต้องทำให้เสร็จภายในประมาณ 1.5 นาที)

โดยเฉพาะพาสเสจหลังจะยากทั้งคำศัพท์และเนื้อหา จำเป็นต้องรักษาสมาธิไว้จนถึงข้อสุดท้าย

2. ประเภทคำถามหลักที่ออกสอบ

IELTS Reading มีคำถามออกสอบหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างที่พบบ่อยมีดังนี้:

  • True / False / Not Given → ตัดสินว่าตรงกับข้อมูลในบทความหรือไม่ การแยกแยะ Not Given เป็นด่านที่ยากที่สุด
  • Matching Headings → เลือกใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า ทดสอบความสามารถด้าน Skimming
  • Summary / Note Completion → โจทย์เติมคำในช่องว่าง กุญแจสำคัญคือการจับคำพ้องความหมายและ Paraphrase
  • Matching Information → ค้นหาว่าข้อมูลที่ระบุอยู่ในย่อหน้าใด ความสามารถด้าน Scanning มีความสำคัญ
  • Multiple Choice Questions (MCQ) → เลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุดจากตัวเลือก มีกับดักเยอะ

3. ความท้าทายที่ผู้เข้าสอบจำนวนมากต้องเผชิญ

  • คำศัพท์ไม่เพียงพอ: คำศัพท์เชิงวิชาการและเฉพาะทางปรากฏบ่อย ทำให้ไม่เข้าใจความหมายและทำต่อไม่ได้
  • ความยากในการเข้าใจ Paraphrase: โจทย์ไม่ใช้คำในบทความตรงๆ แต่ออกในรูปแบบคำพ้องความหมาย
  • เวลาไม่พอ: ต้องการความเร็วในการตอบประมาณ 90 วินาทีต่อข้อ
  • ความสับสนกับ NG / Not Given: ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าข้อมูลนั้น “ไม่ได้ระบุไว้ในบทความ”

4. ทิศทางการรับมือจากนี้ไป

แผน 30 วันนี้จะดำเนินการเรียนโดยยึด 3 เสาหลักดังนี้

  • เสริมสร้างคำศัพท์และความรู้พื้นฐาน
  • ฝึกฝนกลยุทธ์เฉพาะแต่ละรูปแบบคำถาม
  • ฝึกฝนภาคปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้สึกด้านเวลา

การสร้างพื้นฐานนี้จะทำให้เพิ่มคะแนนได้อย่างมั่นคงแม้ในระยะเวลาอันสั้น

03

บทที่ 2: ภาพรวมของแผนการเรียน 30 วัน

1. กลยุทธ์พื้นฐานของการเรียน

การจะเพิ่มความสามารถ IELTS Reading ให้ได้ภายใน 30 วันนั้น การดำเนินตามขั้นตอน ปูพื้นฐาน → รับมือแยกตามประเภทคำถาม → ฝึกฝนภาคปฏิบัติ → เสริมจุดอ่อน จะได้ผลดี การแก้ข้อสอบเก่าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทางจะไม่ช่วยเพิ่มคะแนน จึงต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะฝึกฝน “คำศัพท์” “ทักษะ” “ความรู้สึกด้านเวลา” ในขั้นตอนใด และสั่งสมความสามารถไปทีละขั้น

2. ธีมประจำแต่ละสัปดาห์

แบ่ง 30 วันออกเป็น 4 สัปดาห์ และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในแต่ละสัปดาห์

  • สัปดาห์ที่ 1: ปูพื้นฐาน (คำศัพท์ / รูปแบบข้อสอบ / วิธีอ่าน) → เพิ่มพูนคำศัพท์ พร้อมฝึกฝนพื้นฐานการอ่านเร็ว เช่น Skimming และ Scanning
  • สัปดาห์ที่ 2: รับมือแยกตามประเภทคำถาม → ฝึกฝนอย่างเข้มข้นในรูปแบบที่มักเป็นจุดอ่อน เช่น True/False/Not Given, Matching Headings
  • สัปดาห์ที่ 3: ฝึกฝนภาคปฏิบัติ (ข้อสอบเก่า / ข้อสอบจำลอง) → แก้โจทย์ในรูปแบบข้อสอบจริง เพื่อสั่งสมความรู้สึกด้านการจัดสรรเวลา
  • สัปดาห์ที่ 4: เสริมจุดอ่อน & จำลองการสอบ → กำจัดจุดอ่อน และทำข้อสอบจำลองในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับวันสอบจริงเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์

3. เวลาเรียนโดยประมาณต่อวัน

  • วันธรรมดา: 1.5-2 ชั่วโมง
  • วันหยุด: 2-3 ชั่วโมง (ใช้สำหรับข้อสอบจำลองและการทบทวนแบบเต็มรูปแบบ)

ไม่จำเป็นต้องฝืนเรียนเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญที่สุดคือความต่อเนื่องทุกวันแม้ในเวลาสั้นๆ

4. วงจรการเรียน

ในแต่ละวัน ให้ทำเป็นชุดเสมอคือ “แก้โจทย์ → ทบทวน → นำไปสู่คำศัพท์”

  • แก้โจทย์: แก้โจทย์จริง พร้อมคำนึงถึงการจัดสรรเวลา
  • ทบทวน: วิเคราะห์เหตุผลของคำตอบที่ถูกและผิด
  • แปลงเป็นคำศัพท์: จดคำศัพท์และ Paraphrase ที่ไม่รู้ลงสมุด

หากรักษานิสัยนี้ไว้ตลอด 30 วัน ทั้งคำศัพท์และความสามารถในการอ่านจับใจความจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

5. ภาพเป้าหมาย

  • มีคำศัพท์ใหม่อย่างน้อย 300-500 คำถูกเพิ่มเข้าไปในสมุดคำศัพท์
  • สามารถทำวิธีแก้โจทย์ในแต่ละรูปแบบคำถามได้แบบ “อัตโนมัติ”
  • มีความรู้สึกด้านเวลาที่สามารถแก้โจทย์ 40 ข้อให้เสร็จภายใน 60 นาที
  • สามารถรับมือกับประเภทที่ไม่ถนัด (เช่น การตัดสินใจ NG) ได้อย่างมั่นใจ
04

บทที่ 3: รายละเอียดแผนรายสัปดาห์และรายวัน

สัปดาห์ที่ 1: ปูพื้นฐาน (คำศัพท์ + ความเข้าใจรูปแบบข้อสอบ)

สัปดาห์แรกจะมุ่งเน้นไปที่ “การสร้างพื้นฐานของ IELTS Reading” เป้าหมายของสัปดาห์นี้คือการเสริมสร้างคำศัพท์และคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ การปูพื้นฐานให้แน่นในช่วงนี้อย่างจริงจัง จะทำให้การเติบโตในช่วงหลังมากกว่าการรีบแก้ข้อสอบเก่าตั้งแต่แรก

Day 1-2: ทำความเข้าใจรูปแบบข้อสอบและความรู้สึกด้านเวลา

  • ตรวจสอบรูปแบบคำถามของ IELTS Reading (แนะนำให้ใช้ชุดข้อสอบอย่างเป็นทางการ)
  • ค้นคว้าวิธีแก้โจทย์ในแต่ละประเภทคำถามและจดบันทึก
  • ฝึกอ่านบทความสั้นๆ (หนังสือพิมพ์ นิตยสารวิทยาศาสตร์ ฯลฯ) ภายใน 15 นาที แล้วสรุปเนื้อหาเป็น 3 บรรทัด

จุดสำคัญ: ฝึกให้คุ้นเคยกับ “การมีวัตถุประสงค์ในการอ่าน” มากกว่าแค่ “การอ่าน”

Day 3-4: เสริมสร้างคำศัพท์ (Academic Vocabulary)

  • เรียนรู้ 20-30 คำจาก “Academic Word List (AWL)”
  • คำศัพท์ที่เกี่ยวกับการศึกษา สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีปรากฏบ่อยเป็นพิเศษ
  • วิธีเรียน: แต่งประโยคตัวอย่าง / จดจำคำที่มาจากรากศัพท์เดียวกันไปพร้อมกัน

จุดสำคัญ: การจดจำในบริบทจะเชื่อมโยงตรงสู่คะแนนมากกว่าการจำคำศัพท์เดี่ยวๆ

Day 5-6: ฝึก Skimming & Scanning

  • Skimming: อ่าน 1 ย่อหน้าอย่างคร่าวๆ ภายใน 30 วินาที → เขียนสรุปใน 1 บรรทัด
  • Scanning: ฝึกค้นหาข้อมูลที่กำหนด (เช่น ปีศักราช ชื่อบุคคล ศัพท์เฉพาะ) อย่างรวดเร็ว
  • ใช้หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหรือบทความ BBC จะได้ผลดี

จุดสำคัญ: สั่งสมความรู้สึกว่า “ไม่ต้องอ่านทั้งหมดก็หาคำตอบได้”

Day 7: แบบทดสอบย่อย & ทบทวน

  • ลองแก้พาสเสจที่ 1 จากชุดข้อสอบอย่างเป็นทางการ (ไม่จำกัดเวลา)
  • ทบทวนข้อที่ตอบผิดอย่างละเอียด และแบ่งประเภทสาเหตุ: คำศัพท์ไม่พอ / เข้าใจโจทย์ไม่พอ / อ่านข้ามไป
  • รวบรวมลงสมุดคำศัพท์ เพื่อนำไปใช้ในสัปดาห์ถัดไป

สรุปสัปดาห์ที่ 1

  • สร้างพื้นฐานด้วยการเรียนคำศัพท์ พร้อมทำความเข้าใจรูปแบบข้อสอบและพื้นฐานวิธีแก้โจทย์
  • ฝึกฝน “การอ่านเร็ว” และ “การค้นหาข้อมูล (Scanning)” เพื่อสร้างนิสัยให้ตระหนักถึงความเร็วในการอ่าน
  • สุดท้ายให้ลองทำข้อสอบจำลองแบบเบาๆ เพื่อทำให้เห็นจุดอ่อนของตนเองอย่างชัดเจน
05

สัปดาห์ที่ 2: รับมือแยกตามประเภทคำถาม

เมื่อปูพื้นฐานในสัปดาห์ที่ 1 แล้ว สัปดาห์ที่ 2 จะมุ่งเน้นไปที่ วิธีรับมือแยกตามรูปแบบคำถาม เนื่องจาก IELTS Reading มีรูปแบบคำถามที่ค่อนข้างตายตัว การเรียนรู้วิธีแก้โจทย์ที่เหมาะสมกับแต่ละรูปแบบจะช่วยเพิ่มอัตราการตอบถูกได้อย่างมาก

Day 8-9: รับมือกับ True / False / Not Given

  • กฎพื้นฐาน: True = ตรงกับที่ระบุไว้ False = ขัดแย้งกับที่ระบุไว้ Not Given = ไม่มีการระบุไว้ในบทความ (ไม่ได้กล่าวถึง)
  • วิธีฝึกฝน: ฝึกแยกแยะอย่างเคร่งครัดว่า “เป็นข้อมูลที่มีอยู่ในบทความหรือไม่” ทำเครื่องหมายส่วนที่เป็นเหตุผลของการตัดสินใจถูก-ผิดในบทความเสมอ

จุดสำคัญ: ตัดสินใจจากสิ่งที่เขียนไว้ในบทความเท่านั้น ไม่ใช่จากสามัญสำนึกหรือการคาดเดาของตนเอง

Day 10-11: รับมือกับ Matching Headings

  • ฝึกจับ “ประโยคหลัก (Topic Sentence)” ของแต่ละย่อหน้า
  • ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งย่อหน้า ให้ตรวจสอบประโยคเปิดและประโยคสรุปเป็นหลัก
  • ระวังตัวเลือกที่คล้ายกัน (มีกับดักเยอะ)

จุดสำคัญ: โจทย์ถามถึง “ใจความโดยรวม” ของย่อหน้า อย่าถูกดึงไปที่รายละเอียดปลีกย่อย

Day 12-13: รับมือกับ Summary / Note Completion

  • ให้ความสนใจกับส่วนก่อนและหลังช่องว่าง และคาดเดาชนิดของคำที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
  • เมื่อค้นหาในบทความ ให้สนใจ คำพ้องความหมายและ Paraphrase ตัวอย่าง: “increase” → “rise” / “growth”
  • จดคำตอบโดยระวังข้อจำกัดจำนวนคำ (เช่น ONE WORD ONLY)

จุดสำคัญ: ฝึกความรู้สึกในการเชื่อมโยงโจทย์กับบทความในฐานะ “สำนวนที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน”

Day 14: Mixed Practice (ฝึกแบบผสมผสาน)

  • แก้โจทย์แบบผสมผสาน เช่น True/False/NG, Matching, Summary
  • จับเวลาและทำแต่ละพาสเสจให้เสร็จภายใน 15-20 นาที
  • เมื่อทบทวน ให้บันทึกว่าใช้เวลานานเกินไปกับรูปแบบใด

สรุปสัปดาห์ที่ 2

  • การเรียนรู้วิธีรับมือแยกตามประเภทคำถาม จะช่วยลดเวลาที่สูญเปล่าได้
  • โดยเฉพาะ การตัดสินใจ Not Given และ ความเข้าใจ Paraphrase คือจุดเปลี่ยนของการเพิ่มคะแนน
  • เพื่อต่อยอดไปสู่สัปดาห์ที่ 3 สิ่งสำคัญคือการสร้างนิสัย “แก้โจทย์โดยตระหนักถึงวิธีการแก้ปัญหา”
06

สัปดาห์ที่ 3: ฝึกฝนภาคปฏิบัติ (ข้อสอบเก่า / ข้อสอบจำลอง)

สัปดาห์ที่ 3 คือขั้นตอนที่จะเปลี่ยนพื้นฐานและวิธีแก้โจทย์ที่เรียนรู้มาให้กลายเป็น “ความสามารถที่ใช้ได้จริงในสนามจริง” โดยผ่านข้อสอบเก่าและข้อสอบจำลอง คุณจะฝึกฝน ความรู้สึกด้านการจัดสรรเวลา และ ความแม่นยำในการตอบ

Day 15: ฝึกข้อสอบเก่า (แก้อย่างละเอียด)

  • แก้โจทย์ 1 ชุดจากชุดข้อสอบอย่างเป็นทางการของ IELTS (แนะนำซีรีส์ Cambridge)
  • ไม่จำกัดเวลา ตอบอย่างละเอียดพร้อมตรวจสอบเหตุผลประกอบ
  • แบ่งประเภทข้อที่ตอบผิดเป็น “คำศัพท์ไม่พอ / เข้าใจโจทย์ไม่พอ / ประมาทเลินเล่อ”

จุดสำคัญ: เป็นขั้นตอนตรวจสอบว่ากำลังแก้โจทย์ด้วยกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่

Day 16: ทบทวน & จัดระเบียบคำศัพท์

  • ทบทวนข้อที่ตอบผิดใน Day 15 อย่างละเอียด
  • จดคู่ Paraphrase ระหว่างบทความและโจทย์ลงสมุด ตัวอย่าง: “rapid growth” ↔ “a sharp increase”
  • จำคำศัพท์ที่ยังไม่รู้โดยการแต่ง “ประโยคตัวอย่างของตนเอง”

จุดสำคัญ: คุณภาพของการทบทวนคือตัวกำหนดการเพิ่มคะแนน

Day 17: ฝึกข้อสอบเก่า (จำกัดเวลา)

  • ทำข้อสอบเก่าชุดใหม่ภายใน 60 นาที
  • คำนึงถึงการจัดสรรเวลาในแต่ละพาสเสจ: Passage 1 = 15 นาที Passage 2 = 20 นาที Passage 3 = 25 นาที
  • หลังตอบเสร็จ บันทึกอัตราการตอบถูกและว่าใช้เวลาเกินหรือไม่

จุดสำคัญ: ฝึกฝนภายใต้ความกดดันที่ใกล้เคียงกับวันสอบจริง

Day 18: ทบทวน & ปรับปรุงการบริหารเวลา

  • แก้โจทย์ของ Day 17 อีกครั้ง (ไม่จำกัดเวลา)
  • ตรวจสอบว่าใช้เวลาสูญเปล่ากับรูปแบบคำถามใด
  • พิจารณากลยุทธ์ที่เหมาะกับตนเอง (เช่น เก็บประเภทที่ไม่ถนัดไว้ทำท้ายสุด)

จุดสำคัญ: เป็นขั้นตอนปรับ “วิธีใช้เวลา”

Day 19-20: ฝึกข้อสอบจำลอง (ชุดเต็ม)

  • ทำข้อสอบจำลอง 2 ครั้งใน 2 วัน (ชุดเต็ม 60 นาทีต่อครั้ง)
  • จำลองสภาพแวดล้อมเดียวกับวันสอบจริง: สถานที่เงียบ วางนาฬิกาไว้บนโต๊ะ ทำให้เสร็จภายใน 60 นาทีรวมการคัดลอกคำตอบด้วย
  • หลังข้อสอบจำลองต้องทบทวนเสมอ → จดบันทึกประเภทจุดอ่อน

จุดสำคัญ: ทำความเข้าใจความสามารถปัจจุบันของตนเองอย่างเป็นภาวะวิสัย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์ที่ 4

สรุปสัปดาห์ที่ 3

  • ฝึกฝนภาคปฏิบัติด้วยชุดข้อสอบอย่างเป็นทางการ เพื่อสั่งสมความรู้สึกด้านเวลาที่ใกล้เคียงกับวันสอบจริง
  • เมื่อทบทวน ให้ระบุให้ชัดเจนว่าเสียคะแนนในรูปแบบคำถามใด และสร้างรายการจุดอ่อน
  • ในสัปดาห์ที่ 4 จะเสริมจุดอ่อนเหล่านั้นเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์
07

สัปดาห์ที่ 4: เสริมจุดอ่อน & จำลองการสอบ

สัปดาห์ที่ 4 คือการเก็บรายละเอียดสุดท้ายของการเรียนทั้งหมดที่ผ่านมา จะกำจัดจุดอ่อนอย่างถึงที่สุด และทำข้อสอบจำลองซ้ำๆ ในรูปแบบเดียวกับวันสอบจริง เพื่อทำให้อยู่ในสภาพ “สามารถแสดงความสามารถออกมาได้เต็มที่ในวันสอบจริง”

Day 21-23: รับมือแบบเข้มข้นกับประเภทคำถามที่ไม่ถนัด

  • โฟกัสที่จุดอ่อนที่พบใน Week 2-3: การตัดสินใจ Not Given Matching Headings Summary Completion เป็นต้น
  • แก้โจทย์ในประเภทที่ไม่ถนัดครั้งละ 10-15 ข้อ เพื่อสร้างความรู้สึกให้ตอบถูกได้อย่างมั่นใจในเวลาสั้นๆ

จุดสำคัญ: อย่าปล่อยจุดอ่อนทิ้งไว้ ให้มีจิตสำนึกในการเปลี่ยนให้เป็นแหล่งคะแนน

Day 24-25: ฝึกข้อสอบจำลอง (ชุดข้อสอบอย่างเป็นทางการ)

  • แก้โจทย์ 1 ชุดจากชุดข้อสอบอย่างเป็นทางการเสมือนวันสอบจริง (60 นาที รวมการคัดลอกคำตอบ)
  • ประเมินผลด้วย 2 แกน คือ “จำนวนข้อที่ตอบถูก” และ “การจัดสรรเวลา”
  • จดข้อที่ตอบผิดเพิ่มเติมลงสมุดทบทวน

จุดสำคัญ: เป็นการค้นหา “สิ่งที่ยังทำไม่ได้”

Day 26: วิเคราะห์คำตอบ & วางแผนปรับปรุง

  • เปรียบเทียบข้อสอบจำลอง 3 ครั้งที่ผ่านมา และแปลงแนวโน้มจุดอ่อนของตนเองให้เป็นตัวเลข: ตัวอย่าง: เสียคะแนนใน Passage 3 มาก → ปรับปรุงการจัดสรรสมาธิ เสียคะแนนใน True/False/NG → ตรวจสอบเหตุผลไม่เพียงพอ
  • นำจุดที่ต้องปรับปรุงไปใช้ในการฝึกฝนวันถัดไป

จุดสำคัญ: วิเคราะห์ตนเองด้วยข้อมูลที่เป็นภาวะวิสัย

Day 27-28: ทบทวนคำศัพท์และ Paraphrase ทั้งหมด

  • ทบทวนสมุดคำศัพท์ ตรวจสอบคำศัพท์ 300-500 คำครั้งสุดท้าย
  • ตรวจสอบ “คู่คำที่ใช้แทนกัน” ระหว่างบทความและโจทย์อีกครั้ง
  • แต่งประโยคสั้นๆ เพื่อให้อยู่ในสถานะที่ “ใช้ได้ด้วยคำพูดของตนเอง”

จุดสำคัญ: ไม่ใช่แค่ท่องจำคำศัพท์ แต่ให้เป็น “คำศัพท์ที่ใช้ได้จริงในการอ่าน”

Day 29: จำลองวันสอบจริง

  • ทำข้อสอบจำลอง 1 ครั้งในสภาพแวดล้อมเดียวกับวันสอบจริง
  • ข้อควรระวัง: แก้โจทย์ในช่วงเวลาเดียวกับเวลาสอบจริง (แนะนำให้เป็นช่วงเช้า) มีสมาธิโดยไม่พัก ทำให้เสร็จภายใน 60 นาทีรวมการคัดลอกคำตอบ

จุดสำคัญ: ใช้ “การซ้อมก่อนวันสอบจริง” เพื่อทำให้คุ้นเคยกับความตึงเครียด

Day 30: ทบทวนเบาๆ & ยืนยันกลยุทธ์

  • ทบทวนสมุดคำศัพท์คร่าวๆ
  • แก้โจทย์ในรูปแบบที่ไม่ถนัดเพียง 5 ข้อ เพื่อรักษาความรู้สึก
  • ยืนยันกลยุทธ์ในวันสอบจริงอีกครั้ง: แก้ Passage 1 ให้เสร็จภายใน 15 นาที ข้ามข้อที่ยากแล้วกลับมาทำท้ายสุด ต้องทำเครื่องหมายคำตอบให้ครบทุกข้อ

จุดสำคัญ: ไม่แตะสิ่งใหม่ ให้เก็บรายละเอียดอย่างสงบ

สรุปสัปดาห์ที่ 4

  • เสริมจุดอ่อนเพื่อกำจัด “เมล็ดพันธุ์ของการเสียคะแนน”
  • ทำข้อสอบจำลองในรูปแบบเดียวกับวันสอบจริง เพื่อยึดความสามารถให้มั่นคง
  • วันสุดท้ายให้ความสำคัญกับการปรับสภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อเผชิญวันสอบจริงด้วยความมั่นใจ
08

บทที่ 4: เทคนิคการเรียนที่มีประสิทธิภาพ

ในระหว่างปฏิบัติตามแผน 30 วัน มี “เทคนิคการเรียน” ที่จะสร้างความแตกต่างของคะแนนอย่างมากขึ้นอยู่กับว่ารู้หรือไม่รู้ สิ่งสำคัญคือไม่ใช่แค่การแก้โจทย์จำนวนมาก แต่ต้องนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้เพื่อสั่งสมคะแนนอย่างมีประสิทธิภาพ

1. วิธีแยกแยะ NG (Not Given)

จุดที่ทำให้ผู้เข้าสอบ IELTS จำนวนมากสับสนคือ “Not Given” นี้

  • True: เขียนไว้ในบทความด้วยความหมายเดียวกัน
  • False: เขียนไว้ในบทความ แต่เนื้อหาขัดแย้งกัน
  • Not Given: ไม่มีข้อมูลนั้นอยู่ในบทความเลย

เคล็ดลับในการแยกแยะ:

  • ตัดสินจาก “มีเหตุผลอยู่ในบทความหรือไม่” เท่านั้น
  • หากไม่แน่ใจ การเอียงไปทาง NG จะทำให้อัตราการตอบถูกสูงขึ้น

2. คำศัพท์ที่ไม่รู้ให้ “ข้ามแล้วคาดเดา”

  • หากพยายามเข้าใจทุกคำ เวลาจะไม่พอ
  • คาดเดาความหมายจากบริบท หากไม่เกี่ยวข้องกับคำตอบของโจทย์ ก็ไม่ต้องสนใจก็ได้
  • โดยเฉพาะศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์และชื่อเฉพาะ ให้ใช้เป็นแค่ “จุดสังเกตของข้อมูล”

จุดสำคัญ: มีความกล้าที่จะข้ามผ่าน “คำศัพท์ที่ขัดขวางการอ่าน”

3. การจัดสรรเวลาอย่างเคร่งครัด

การจะแก้โจทย์ 40 ข้อให้เสร็จภายใน 60 นาที การบริหารเวลาที่ชัดเจนคือสิ่งที่ขาดไม่ได้

  • Passage 1 = ภายใน 15 นาที
  • Passage 2 = ภายใน 20 นาที
  • Passage 3 = ภายใน 25 นาที

เคล็ดลับ:

  • อย่าใช้เวลาเกิน 2 นาทีต่อข้อ
  • โจทย์ยากให้ทำเครื่องหมาย “★” แล้วเก็บไว้ทำทีหลัง

4. คุ้นเคยกับ Paraphrase (คำพูดที่เปลี่ยนไป)

โจทย์แทบจะไม่ใช้คำในบทความตรงๆ แต่มักออกในรูปแบบคำพ้องความหมายเสมอ

  • “cause” → “lead to” / “result in”
  • “advantage” → “benefit” / “positive effect”
  • “children” → “youngsters” / “the youth”

วิธีรับมือ: รวบรวม “คู่คำที่มีความหมายเดียวกัน” ระหว่างบทความและโจทย์ลงในสมุดคำศัพท์

5. เป้าหมายของการทบทวนคือ “สภาพที่ตอบถูกได้แน่นอนหากเจอโจทย์เดียวกันอีกครั้ง”

  • แม้แต่ข้อที่ตอบถูก ก็ให้ตรวจสอบว่า “ทำไมถึงตอบถูก”
  • ข้อที่ตอบผิดต้องค้นหาให้ได้เสมอว่า “ต้องดูส่วนไหนของบทความถึงจะตอบถูก”
  • เมื่อทบทวน ให้บันทึก “กระบวนการตอบของตนเอง” ควบคู่ไปกับจุดที่ต้องปรับปรุง
09

สรุปย่อ

  • การแยกแยะ NG การรับมือ Paraphrase และการบริหารเวลามีความสำคัญเป็นพิเศษ
  • ไม่ใช่ “การฝึกอ่าน” แต่ “การฝึกปรับปรุงกระบวนการตอบคำถาม” ต่างหากที่จะนำไปสู่การเพิ่มคะแนน
10

บทที่ 5: การเตรียมใจในวันสอบจริง

แม้จะเตรียมตัวมาอย่างดีตลอด 30 วัน แต่คะแนนก็ยังขึ้นอยู่กับการแสดงศักยภาพในวันสอบจริง โดยเฉพาะ Reading นั้น สมาธิ การบริหารเวลา และความสงบ มีความสำคัญเป็นพิเศษ มาตรวจสอบประเด็นที่จะช่วยให้แสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ในวันสอบจริงกัน

1. รักษาการจัดสรรเวลา

  • Passage 1 = 15 นาที, Passage 2 = 20 นาที, Passage 3 = 25 นาที
  • อย่าใช้เวลากับข้อใดข้อหนึ่งมากเกินไป (สูงสุด 2 นาที)
  • ข้ามโจทย์ยาก แล้วกลับมาทำใน 5 นาทีสุดท้าย

ในวันสอบจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ตอบให้ครบทุกข้อ”

2. อย่าปล่อยข้อที่ไม่รู้เป็นช่องว่าง

  • IELTS ไม่มีบทลงโทษสำหรับคำตอบที่ผิด
  • หากลังเล ให้ทำเครื่องหมายคำตอบด้วยการคาดเดาเสมอ
  • สำหรับข้อแบบตัวเลือก การตัดตัวเลือกที่ “ผิดชัดเจน” ออกก่อนแล้วค่อยตอบ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ

3. เทคนิครักษาสมาธิ

  • หากรู้สึก “เหนื่อย” ระหว่างสอบ ให้หายใจลึกๆ สักไม่กี่วินาทีเพื่อรีเซ็ตตัวเอง
  • สร้างจุดตัดเล็กๆ ในแต่ละพาสเสจเพื่อ “เปลี่ยนโหมด”
  • จำกัดการดูนาฬิกาให้เฉพาะตอนจบแต่ละพาสเสจ เพื่อลดความรีบร้อน

4. การใช้ชีวิตในวันก่อนสอบ

  • อย่าแตะสื่อการเรียนใหม่ ให้ทบทวนสมุดคำศัพท์และบันทึกทบทวนที่ผ่านมาแทน
  • อย่านอนดึก ให้นอนหลับให้เพียงพอ
  • ควรลองแก้ข้อสอบจำลองเบาๆ 1 ชุด เพื่อสร้าง “ความรู้สึกอุ่นใจ”

5. รายการตรวจสอบกลยุทธ์ในวันสอบ

  • □ คำนึงถึงการจัดสรรเวลาในแต่ละพาสเสจ
  • □ โจทย์ยากให้ข้ามแล้วกลับมาทำท้ายสุด
  • □ ต้องทำเครื่องหมายคำตอบให้ครบทุกข้อ
  • □ ตัดสินจาก “มีเหตุผลอยู่ในบทความหรือไม่” ไม่ใช่สามัญสำนึกของตนเอง
11

สรุป

IELTS Reading สามารถเพิ่มคะแนนได้อย่างมากด้วยการเรียนอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 30 วัน

  • สัปดาห์ที่ 1 ปูพื้นฐาน
  • สัปดาห์ที่ 2 เรียนรู้กลยุทธ์แยกตามประเภทคำถาม
  • สัปดาห์ที่ 3 สั่งสมการฝึกฝนภาคปฏิบัติ
  • สัปดาห์ที่ 4 เสริมจุดอ่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันสอบจริง

และในวันสอบจริง การปฏิบัติตามกลยุทธ์อย่างสงบคือปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แม้ในระยะเวลาอันสั้น หากลงมือทำด้วยวิธีที่ถูกต้อง Reading ก็สามารถเปลี่ยนเป็นแหล่งคะแนนได้อย่างแน่นอน ขอให้คุณลงมือปฏิบัติตามแผน 30 วันนี้ เพื่อคว้าคะแนนเป้าหมายให้ได้อย่างแน่นอน

12

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมสอบ IELTS Reading

30 วันจะเพิ่มคะแนนได้จริงหรือไม่?

แม้จะมีความแตกต่างระหว่างบุคคล แต่หากหมุนวงจร “คำศัพท์ + รับมือแยกตามประเภทคำถาม + ฝึกฝนภาคปฏิบัติ + เสริมจุดอ่อน” ตามแผน การเพิ่มขึ้น 1-2 Band ถือเป็นเรื่องสมจริงอย่างเต็มที่ กุญแจสำคัญคือความต่อเนื่องทุกวันและคุณภาพของการทบทวน

ต้องใช้เวลาเรียนต่อวันเท่าไร?

โดยประมาณคือวันธรรมดา 1.5-2 ชั่วโมง วันหยุด 2-3 ชั่วโมง การทำ “แก้โจทย์→ทบทวน→แปลงเป็นคำศัพท์” เป็นชุดแม้ในเวลาสั้นๆ ก็ได้ผลดี

Academic กับ General Training วิธีเตรียมตัวต่างกันหรือไม่?

บทความนี้เขียนโดยยึด Academic Reading เป็นหลัก General Training มีประเภทบทความและการกระจายของโจทย์แตกต่างกัน จึงควรปรับการเลือกข้อสอบจำลองและการฝึกฝนให้เหมาะกับ GT

สื่อการเรียนที่แนะนำคืออะไร?

ชุดข้อสอบอย่างเป็นทางการ Cambridge IELTS (เน้นเล่มล่าสุด) และด้านคำศัพท์ AWL (Academic Word List) ถือเป็นมาตรฐาน ควรฝึกข้อสอบเก่าตามลำดับ “อ่านอย่างละเอียด→ทบทวน→จับเวลา”

การตัดสินใจ NG (Not Given) เป็นจุดที่ไม่ถนัด ควรทำอย่างไร?

หากตัดสินได้ว่าไม่มีเหตุผลอยู่ในบทความ ก็คือ NG อย่าใช้สามัญสำนึกหรือการคาดเดา หากไม่สามารถระบุตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในบทความได้ การเอียงไปทาง NG จะทำให้ความแม่นยำสูงขึ้น

เวลาไม่พอ มีเคล็ดลับการจัดสรรเวลาอย่างไร?

ยึดถือ Passage 1 = 15 นาที / Passage 2 = 20 นาที / Passage 3 = 25 นาทีอย่างเคร่งครัด อย่าใช้เวลาเกิน 2 นาทีต่อข้อ โจทย์ยากให้ทำเครื่องหมายแล้วเก็บไว้ทำทีหลัง กลับมาทำใน 5 นาทีสุดท้าย ถือเป็นกฎเหล็ก

มีคำศัพท์ที่ไม่รู้เยอะจนทำต่อไม่ได้

คำที่ไม่เกี่ยวข้องกับโจทย์โดยตรงให้ข้ามแล้วคาดเดา ศัพท์เฉพาะทางวิชาการและชื่อเฉพาะให้ตัดใจมองเป็น “จุดสังเกต” แล้วคาดเดาบทบาทจากบริบท เมื่อทบทวนค่อยนำไปจดลงสมุดคำศัพท์ก็เพียงพอแล้ว

รับมือกับ Paraphrase (คำพูดที่เปลี่ยนไป) ไม่ได้

ให้จดคู่คำที่มีความหมายเดียวกันระหว่างโจทย์และบทความลงสมุด (ตัวอย่าง: increase ↔ rise/growth) หากจำควบคู่ไปกับชนิดของคำและ Collocation ด้วย จะช่วยเพิ่มความเร็วในการค้นหา

การทบทวนแบบไหนได้ผลที่สุด?

ไม่ว่าจะตอบถูกหรือผิด ให้ระบุตำแหน่งเหตุผลในบทความ→เปรียบเทียบ Paraphrase→ระบุสาเหตุความผิดพลาดของตนเอง (คำศัพท์/ขั้นตอน/อ่านข้าม ฯลฯ) เป้าหมายคือสภาพที่สามารถทำซ้ำได้เมื่อเจอประเภทเดียวกันอีกครั้ง

ควรทำข้อสอบจำลองบ่อยแค่ไหน?

ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ให้ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ทำในสภาพแวดล้อมเดียวกับวันสอบจริง (เงียบสงบ มีนาฬิกา รวมการคัดลอกคำตอบภายใน 60 นาที) และวิเคราะห์อย่างละเอียดหลังจบทุกครั้งเพื่ออัปเดตแผนที่จุดอ่อน

ความแตกต่างระหว่างกระดาษ (PB) กับคอมพิวเตอร์ (CB) มีผลต่อการเตรียมตัวหรือไม่?

CB มีจุดแข็งด้านฟังก์ชันเลื่อนหน้าจอและไฮไลต์ ส่วน PB มีจุดแข็งด้านการจดบันทึกในที่ว่าง ควรฝึกฝนให้เหมาะกับรูปแบบที่จะสอบจริง และให้คุ้นเคยกับการเคลื่อนสายตาและการค้นหาข้อมูล

เกณฑ์คะแนนตามเป้าหมายเป็นอย่างไร?

โดยทั่วไปการตอบถูกประมาณ 30/40 จะอยู่ที่ประมาณ Band 7 แต่จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบข้อสอบ การลดรูปแบบของการเสียคะแนนมีความสำคัญต่อการเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าจำนวนข้อที่ตอบถูก

ควรเพิ่มคำศัพท์กี่คำ?

ระดับที่สมจริงคือ 300-500 คำใน 30 วัน การจำควบคู่กับประโยคตัวอย่าง คำพ้องความหมาย และคำที่มาจากรากศัพท์เดียวกัน จะเชื่อมโยงตรงสู่การอ่านมากกว่าการจำคำเดี่ยวๆ

มีเวลาแค่ 2 สัปดาห์ ต้องทำแผนแบบย่อได้อย่างไร?

ให้บีบอัดสัปดาห์ที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน โฟกัสที่ประเภทที่ไม่ถนัด 2 ประเภท + การฝึกจัดสรรเวลา สำหรับข้อสอบเก่าให้หมุนวงจร 3 รอบ คือ “อ่านอย่างละเอียด 1 ครั้ง → จับเวลา 1 ครั้ง → กำจัดจุดอ่อน” จำนวน 2 ชุด

ใช้เครื่องมือ AI ได้หรือไม่? มีวิธีใช้ที่มีประสิทธิภาพอย่างไร?

ใช้ได้ มีประโยชน์สำหรับการฝึกสรุปความ รวบรวม Paraphrase และสร้างประโยคตัวอย่างคำศัพท์ อย่างไรก็ตาม การตีความบทความควรทำด้วยตนเองเสมอ และควรตรวจสอบคำตอบของ AI กับตำแหน่งเหตุผลในบทความ

งานเล็กๆ ที่ควรทำทุกวันมีอะไรบ้าง?

แก้โจทย์ 1 ชุด (15-20 ข้อ) ทบทวนโดยทำเครื่องหมายเหตุผล + จดสมุด Paraphrase 3-5 คู่ แต่งประโยคตัวอย่างคำศัพท์ 10-15 คำ (ทดสอบซ้ำในวันถัดไป)

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในวันก่อนสอบคืออะไร?

ควรทำ: ตรวจสอบสมุดคำศัพท์ทั้งหมด / แก้โจทย์ประเภทที่ไม่ถนัดอย่างละ 5 ข้อ ไม่ควรทำ: เริ่มใช้สื่อการเรียนใหม่ / นอนดึก ทำข้อสอบจำลองเบาๆ 1 ครั้งเพื่อตรวจสอบความมั่นใจก็เพียงพอ

ตอบผิดไม่ลดลงเลย ควรทบทวนอะไร?

ตรวจสอบขั้นตอน: อ่านโจทย์ก่อน→ระบุตำแหน่งในบทความ→ตรวจสอบเหตุผล→ตอบ ลำดับนี้ยังคงถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะ “ความคลุมเครือของเหตุผล” คือแหล่งเสียคะแนนที่ใหญ่ที่สุด

ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง แผน 30 วันนี้ยังใช้ได้ผลหรือไม่?

ได้ผล หากเน้นไปที่ทักษะการค้นหาเพื่อแก้โจทย์ มากกว่าการอ่านให้จบทั้งหมด แม้คำศัพท์จะไม่เพียงพอ ก็ยังสามารถเพิ่มคะแนนได้

ควรทำโจทย์ตามลำดับใด?

โดยพื้นฐานให้ทำตามลำดับของโจทย์ = ลำดับของบทความ แต่หากไม่ถนัด Matching Headings หรือ True/False/NG ก็สามารถเก็บไว้ทำทีหลังได้เช่นกัน ควรเก็บคะแนนจากจุดที่ตนเองถนัดก่อน

มีเคล็ดลับป้องกันการลืมทำเครื่องหมายคำตอบอย่างไร?

กำหนดให้เป็นกิจวัตรว่าจะตรวจสอบ 30 วินาทีเมื่อจบแต่ละพาสเสจ และต้องเก็บ 5 นาทีสุดท้ายไว้เป็น “เวลาย้อนกลับ” เสมอ เพื่อไม่ให้มีช่องว่างเหลือแม้แต่ข้อเดียว

ควรจัดการการให้คะแนนตนเองและบันทึกอย่างไร?

ให้บันทึกจำนวนข้อที่ตอบถูก เวลาที่ใช้ และประเภทของการเสียคะแนน (คำศัพท์/ขั้นตอน/เวลา/ประมาทเลินเล่อ) ลงสเปรดชีตทุกครั้งที่ทำข้อสอบจำลอง แล้วนำไปใช้วิเคราะห์แนวโน้มในสัปดาห์ที่ 4

มีวิธีฝึกเพิ่มความเร็วในการอ่านอย่างไร?

Skimming: จับใจความ 1 บรรทัดภายใน 30 วินาทีต่อย่อหน้า Scanning: ฝึกค้นหาชื่อเฉพาะ ตัวเลข คำสำคัญทุกวัน สามารถฝึกได้เพียงพอด้วยหนังสือพิมพ์และบทความวิทยาศาสตร์

สมาธิขาดหายระหว่างอ่าน Reading

การหายใจรีเซ็ตสักไม่กี่ครั้งในแต่ละพาสเสจ จำกัดการดูนาฬิกาให้เฉพาะช่วงตัด และใช้ปลายนิ้วหรือเคอร์เซอร์ไล่ตามบรรทัดเพื่อลดการย้อนสายตากลับ ล้วนได้ผลดี

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญสูงสุดในสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบคืออะไร?

การฝึกฝนอย่างเข้มข้นใน 2 ประเภทที่ไม่ถนัด การเติมเต็มช่องว่างของ AWL และข้อสอบจำลองในช่วงเวลาเดียวกับวันสอบจริง ควรลงทุนกับการทบทวนที่ทำซ้ำได้มากกว่าการเรียนสิ่งใหม่

IELTS Reading (เตรียมสอบ Reading) วิธีเรียนและคู่มือฉบับสมบูรณ์ [ฉบับปี 2026]คู่มือเตรียมสอบและสอบ IELTS ฉบับสมบูรณ์ - พิชิตทุกเทคนิคและวิธีเรียน [ฉบับปี 2026]

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง