หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Listening > แนวทางเตรียมสอบ IELTS Listening: เปรียบเทียบการเรียนด้วยตนเองกับสถาบันติวสอบ IELTS Listening
เตรียมสอบ IELTS Listening

แนวทางเตรียมสอบ IELTS Listening: เปรียบเทียบการเรียนด้วยตนเองกับสถาบันติวสอบ IELTS Listening

13 กันยายน 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

แนวทางเตรียมสอบ IELTS Listening: เปรียบเทียบการเรียนด้วยตนเองกับสถาบันติวสอบ IELTS Listening
01

บทนำ

IELTS Listening เป็นหนึ่งในส่วนที่ผู้เข้าสอบจำนวนมากมักประสบปัญหาในการเพิ่มคะแนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ค่อยมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน การรับมือกับความเร็วของเจ้าของภาษาและสำเนียงที่หลากหลายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการเลือกวิธีเรียนจึงเป็นกุญแจสำคัญ

โดยหลักแล้ว รูปแบบการเรียนแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ “การเรียนด้วยตนเอง (self-study)” และ “การเข้าสถาบันติวสอบ (coaching school)” ทั้งสองแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน และคำตอบที่เหมาะสมที่สุดก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกและสถานการณ์การเรียนของแต่ละคน บทความนี้จะเปรียบเทียบการเรียนด้วยตนเองกับสถาบันติวสอบ พร้อมอธิบายวิธีเลือกแนวทางเตรียมสอบ IELTS Listening ที่เหมาะกับคุณ

02

ข้อดีของการเรียน IELTS Listening ด้วยตนเอง

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายจุดแข็งที่สุดของการเรียนด้วยตนเองคือด้านต้นทุน หากใช้หนังสือเรียน ชุดข้อสอบทางการ หรือสื่อการเรียนฟรีบนอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเรียนได้โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
  • เรียนได้ตามจังหวะของตัวเองสามารถเรียนในเวลาที่สะดวก โดยปรับให้เข้ากับตารางเรียนหรือตารางงานได้ แม้แต่คนที่ยุ่งกับงานหรือการเรียน ก็สามารถวางแผนการเรียนที่ยืดหยุ่นตามไลฟ์สไตล์ของตนเองได้
  • เลือกสื่อและวิธีเรียนได้อย่างอิสระมีสื่อฟังคุณภาพสูงและฟรีมากมาย เช่น YouTube, Podcast, BBC หรือ TED Talks จุดเด่นคือสามารถเลือกสื่อการเรียนที่ตรงกับความสนใจของตัวเองได้ง่าย
  • ฝึกฝนความสามารถในการบริหารจัดการตนเองเนื่องจากต้องวางเป้าหมายและแผนการเรียนด้วยตัวเอง จึงสามารถพัฒนาทักษะการบริหารจัดการตนเองผ่านการเตรียมสอบไปในตัวได้เช่นกัน
03

ข้อเสียของการเรียนด้วยตนเอง

  • รักษาแรงจูงใจได้ยากหากเรียนคนเดียวต่อเนื่อง มักเสียสมาธิหรือจังหวะการเรียนแปรปรวนได้ง่าย โดยเฉพาะการเตรียมสอบระยะยาวมีความเสี่ยงที่จะ “ท้อแท้กลางคัน” สูง
  • ไม่ค่อยรู้ตัวว่ามีจุดอ่อนตรงไหนแม้จะคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ในความเป็นจริงอาจมีส่วนที่ฟังไม่ออกอยู่มาก เนื่องจากไม่มีใครช่วยชี้แนะแนวโน้มของข้อผิดพลาดหรือความเคยชินในการออกเสียงอย่างเป็นกลาง จึงอาจทำให้การปรับปรุงล่าช้า
  • กลยุทธ์การเรียนมักไม่รอบด้านอาจกลายเป็นแค่การฟังภาษาอังกฤษเฉย ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจรูปแบบคำถามเฉพาะของ IELTS หรือการบริหารเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้ในวันสอบจริงไม่สามารถทำคะแนนได้ตามที่ตั้งใจ
  • รู้สึกโดดเดี่ยวการเรียนคนเดียวต่อเนื่องอาจนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยว และอาจทำให้รู้สึกสนุกกับการเรียนได้ยากขึ้น
04

ข้อดีของการเรียนที่สถาบันติวสอบ

  • ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญผู้สอนจะวิเคราะห์จุดอ่อนและความเคยชินในการฟังของผู้เรียนอย่างเป็นกลาง และให้คำแนะนำที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม การแก้ไขจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยากจะสังเกตเองได้ ถือเป็นข้อดีสำคัญที่การเรียนด้วยตนเองทำได้ยาก
  • หลักสูตรที่มีประสิทธิภาพจะได้รับแผนการเรียนที่นำไปสู่การเพิ่มคะแนนในเส้นทางที่สั้นที่สุด โดยปรับให้เข้ากับคะแนนเป้าหมายและกำหนดการสอบ ทำให้เรียนได้อย่างไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาสั้น ๆ
  • รักษาแรงจูงใจได้ง่ายกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและเพื่อนร่วมเรียน จะช่วยให้สร้างนิสัยการเรียนและรักษาความต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น การพบปะพูดคุยและการส่งการบ้านอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลโดยตรงต่อการ “รักษาแรงจูงใจ”
  • สามารถใช้ข้อมูลล่าสุดและสภาพแวดล้อมการสอบจำลองได้เนื่องจากมีสื่อการเรียนและข้อสอบจำลองที่สะท้อนเทรนด์ล่าสุดของ IELTS จึงสามารถฝึกฝนในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับวันสอบจริงได้ นอกจากนี้ยังสามารถเรียนรู้การบริหารเวลาและกลยุทธ์การตอบคำถามในวันสอบจริง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่การเรียนด้วยตนเองไม่มี
05

ข้อเสียของการเรียนที่สถาบันติวสอบ

  • ค่าใช้จ่ายสูงอาจมีค่าเรียนตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ทำให้เป็นภาระทางการเงินที่มากขึ้น โดยเฉพาะหากเรียนเป็นระยะเวลานาน จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายให้รอบคอบ
  • มีข้อจำกัดด้านเวลาต้องปรับตัวตามตารางเรียนหรือตารางเซสชัน ทำให้มีความอิสระน้อยกว่าการเรียนด้วยตนเอง หากต้องทำควบคู่กับงานหรือการเรียน จำเป็นต้องปรับตารางเวลาให้เหมาะสม
  • ขึ้นอยู่กับความเข้ากันได้กับผู้สอนและสถาบันหากรูปแบบการสอนหรือสื่อการเรียนไม่ตรงกับตัวเอง ก็อาจได้ผลลัพธ์ไม่เต็มที่ จึงควรตรวจสอบอย่างรอบคอบตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสถาบัน
  • อาจทำให้ความคิดริเริ่มพัฒนาได้ยากหากพึ่งพาการสอนมากเกินไป อาจทำให้ความสามารถในการเรียนต่อด้วยตนเองหลังจบคอร์สอ่อนแอลงได้ สิ่งสำคัญคือยังคงต้องมี “ท่าทีการเรียนรู้อย่างมีความคิดริเริ่ม” อยู่เสมอ
06

ควรเลือกแบบไหนดี?

สุดท้ายแล้ว การจะเลือก “เรียนด้วยตนเอง” หรือ “เรียนที่สถาบันติวสอบ” นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์และบุคลิกของผู้เรียนแต่ละคน หากใช้เกณฑ์ต่อไปนี้เป็นแนวทาง ก็จะช่วยให้หาวิธีที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น

  • คนที่เหมาะกับการเรียนด้วยตนเอง ถนัดการบริหารจัดการตนเองและสามารถเรียนตามแผนได้ มีเวลาที่ใช้สำหรับการเรียนค่อนข้างมาก ต้องการลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด มีพื้นฐานการเรียนภาษาอังกฤษอยู่แล้วในระดับหนึ่ง
  • คนที่เหมาะกับการเรียนที่สถาบันติวสอบ ต้องการทำคะแนนเป้าหมายให้สำเร็จในระยะเวลาสั้น ต้องการให้มีคนชี้จุดอ่อนของตัวเองอย่างเป็นกลาง เรียนคนเดียวแล้วรักษาความต่อเนื่องได้ยาก ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลลัพธ์มากกว่าค่าใช้จ่าย
  • แบบผสมผสาน (เรียนด้วยตนเอง + ใช้สถาบันร่วมกัน) เรียนด้วยตนเองเป็นหลัก แต่รับการติวแบบเข้มข้นในช่วงใกล้สอบ ใช้บริการติวตัวต่อตัวออนไลน์เฉพาะในส่วนที่จำเป็น สามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมค่าใช้จ่ายไปพร้อมกัน

หากจัดระเบียบเป้าหมายของตัวเอง (เช่น ต้องการคะแนน 7.0 ขึ้นไป หรือต้องการบรรลุเป้าหมายภายในครึ่งปี) และทรัพยากรที่มี (เวลา เงิน และระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษในปัจจุบัน) แล้วจึงตัดสินใจ ก็จะสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกว่าได้

07

สรุป

การเตรียมสอบ IELTS Listening มี 2 วิธีหลัก คือ “การเรียนด้วยตนเอง” และ “การเรียนที่สถาบันติวสอบ” ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

  • การเรียนด้วยตนเอง มีต้นทุนต่ำและความอิสระสูง แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องการรักษาแรงจูงใจและการค้นพบจุดอ่อนของตัวเอง
  • การเรียนที่สถาบันติวสอบ ได้รับคำแนะนำที่มีประสิทธิภาพและเชี่ยวชาญ แต่ก็มีข้อเสียด้านค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดด้านเวลา

สรุปแล้ว สิ่งสำคัญคือการเลือกวิธีที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากรูปแบบการเรียน งบประมาณ และระยะเวลาที่เหลือจนถึงวันสอบของตัวเอง ผู้ที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่แล้วและมีเวลาเพียงพอ สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ด้วยการเรียนด้วยตนเองเช่นกัน ในขณะที่ผู้ที่ต้องการเพิ่มคะแนนอย่างแน่นอนในระยะเวลาสั้น การเรียนที่สถาบันติวสอบจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

นอกจากนี้ “แบบผสมผสาน” ที่ใช้ทั้งการเรียนด้วยตนเองและสถาบันติวสอบร่วมกันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก การค้นหาวิธีเรียนที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด และดำเนินการอย่างมีแผน จะนำไปสู่คะแนน IELTS Listening ที่สูงขึ้นในที่สุด

08

FAQ: เปรียบเทียบการเรียนด้วยตนเองกับสถาบันติวสอบ IELTS Listening

IELTS Listening ควรเรียนด้วยตนเองหรือเรียนที่สถาบันติวสอบดี?

หากถนัดการบริหารจัดการตนเองและมีเวลาเรียนเพียงพอ การเรียนด้วยตนเองจะเหมาะกว่า แต่หากต้องการเพิ่มคะแนนให้ได้อย่างแน่นอนในระยะเวลาสั้น หรือต้องการให้มีคนชี้จุดอ่อนอย่างเป็นกลาง การเรียนที่สถาบันติวสอบจะเหมาะกว่า หากยังลังเล การใช้ “เรียนด้วยตนเอง + ติวระยะสั้น” ร่วมกันจะปลอดภัยที่สุด

การเรียนด้วยตนเองต้องใช้สื่อการเรียนอะไรบ้าง?

อย่างน้อยที่สุดใช้สื่อต่อไปนี้ก็เพียงพอ ชุดข้อสอบทางการ Cambridge (พร้อมเสียงและสคริปต์) สื่อสำหรับฝึก Shadowing (ข่าว/การบรรยาย/พอดแคสต์) เสียงสั้น ๆ สำหรับฝึก Dictation (1–3 นาที) สเปรดชีตสำหรับบันทึกคำตอบ

รูปแบบการเรียนรายสัปดาห์สำหรับการเรียนด้วยตนเองเป็นอย่างไร?

ตัวอย่าง (สัปดาห์ละ 6 วัน วันละ 60–90 นาที) วันที่ 1: ทำข้อสอบจำลอง 1 ชุด (รวมการทบทวน) วันที่ 2: อ่านสคริปต์อย่างละเอียด + จัดระเบียบคำศัพท์ วันที่ 3: ฝึก Dictation (10–15 นาที × 2 ครั้ง) วันที่ 4: ฝึก Shadowing (รวม 20 นาที) วันที่ 5: ฝึกโจทย์แยกตามประเภทคำถาม (แผนที่/เลือกตอบหลายข้อ ฯลฯ) วันที่ 6: ทบทวนจุดอ่อน (ฟังซ้ำเสียงที่เคยตอบผิด)

จุดที่ควรตรวจสอบเมื่อเลือกสถาบันติวสอบมีอะไรบ้าง?

ความเป็นรูปธรรมของการวินิจฉัยครั้งแรก (มีการวิเคราะห์คำตอบผิดและฟีดแบ็กเสียงหรือไม่) ความถี่ของการพบปะรายสัปดาห์และปริมาณการบ้านเหมาะกับชีวิตประจำวันของตนเองหรือไม่ ผลงานการสอนของผู้สอน IELTS (ตัวอย่างการทำคะแนนสำเร็จ) ความถี่ในการอัปเดตสื่อการเรียนและข้อสอบจำลอง (สะท้อนเทรนด์ล่าสุด) ความชัดเจนของนโยบายการคืนเงิน/การยกเลิกกลางคัน

ควรพิจารณาความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายอย่างไร?

ให้พิจารณาจาก “ช่องว่างจากคะแนนเป้าหมาย × ระยะเวลาที่เหลือ × ต้นทุนการบริหารจัดการตนเอง” ตัวอย่างเช่น หากคาดว่าจะใช้เวลามากกว่า 3 เดือนในการเพิ่ม 0.5 แบนด์ การติวระยะสั้นอาจช่วยลดเวลาลงได้มาก

รูปแบบทั่วไปที่การเรียนด้วยตนเองมักไม่ก้าวหน้าคืออะไร?

เน้นแค่ฟังผ่าน ๆ โดยไม่อ่านสคริปต์อย่างละเอียดและไม่หาสาเหตุของคำตอบผิด มองข้ามกลยุทธ์เฉพาะแต่ละประเภทคำถาม (การสะกด/การสลับตำแหน่ง/การเปลี่ยนคำแบบความหมายเดียวกัน) ไม่บันทึกข้อมูล (WPM/แท็กคำตอบผิด/สมุดคำศัพท์)

จะลดข้อเสียของการเรียนที่สถาบันติวสอบให้เหลือน้อยที่สุดได้อย่างไร?

ทดลองเรียนเพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้และความเป็นรูปธรรมของฟีดแบ็ก ตกลงตารางรายสัปดาห์และปริมาณการบ้านเป็นตัวเลขที่ชัดเจนก่อนทำสัญญา บันทึก KPI (อัตราตอบถูก/คำศัพท์ที่เพิ่มขึ้น/จำนวนครั้งที่ทบทวน) ในทุกครั้งที่พบผู้สอน

ระยะเวลาการเรียนโดยประมาณตามคะแนนเป้าหมายเป็นอย่างไร?

5.5→6.0: 6–8 สัปดาห์ (สัปดาห์ละ 7–9 ชั่วโมง) 6.0→6.5: 8–10 สัปดาห์ (สัปดาห์ละ 8–10 ชั่วโมง) 6.5→7.0: 10–12 สัปดาห์ (สัปดาห์ละ 10–12 ชั่วโมง) * มีความแตกต่างระหว่างบุคคล ขึ้นอยู่กับความมั่นคงของคำศัพท์และกลยุทธ์การตอบคำถาม

ควรทำข้อสอบจำลองบ่อยแค่ไหน?

โดยพื้นฐานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในช่วง 2–3 สัปดาห์สุดท้ายให้เพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และในแต่ละครั้งให้ทำครบตามขั้นตอน “หาสาเหตุที่ตอบผิด → ฟังซ้ำ → อ่านสคริปต์อย่างละเอียด → ตอบใหม่”

ควรเตรียมตัวรับมือกับสำเนียงอย่างไร?

หมุนเวียนฝึกสำเนียงหลัก (อังกฤษ/อเมริกัน/ออสเตรเลีย) ในแต่ละสัปดาห์ ฝึกแยกแยะชื่อเฉพาะ/ตัวเลข/การอ่านสะกดคำวันละ 5 นาที สำหรับโจทย์แผนที่ ให้เตรียมคำศัพท์เกี่ยวกับสถานที่สำคัญให้แม่นยำล่วงหน้า

Dictation กับ Shadowing อะไรควรทำก่อน?

ลำดับพื้นฐานคือ หาจุดที่ฟังผิดก่อน → แล้วจึงฝึกลอกเลียนการออกเสียงและเสียงเชื่อม ดังนั้นควรทำ Dictation ก่อน แล้วตามด้วย Shadowing

จำเป็นต้องจดบันทึก (โน้ต) หรือไม่?

ใน Part 3–4 การจดบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับ “ผู้พูด หัวข้อย่อย คำสำคัญ” มีประโยชน์มาก ไม่ควรเขียนเต็มประโยค เพราะจะทำให้เสียสมาธิ

จะออกแบบการเรียนด้วยตนเองควบคู่กับการติวได้อย่างไร?

ในช่วงปกติให้เรียนด้วยตนเองเพื่อสร้างพื้นฐาน (คำศัพท์ การเปลี่ยนแปลงของเสียง กลยุทธ์การตอบคำถาม) และใช้เวลา 3–4 สัปดาห์เพื่อรับการติวอย่างเข้มข้นในการแก้ไขจุดอ่อนและจำลองสถานการณ์สอบจริง

เรียนออนไลน์หรือเรียนที่สถาบันดีกว่ากัน?

การเรียนที่สถาบันช่วยเพิ่มแรงกดดันและปริมาณการพูด แต่มีต้นทุนด้านการเดินทางสูง ส่วนออนไลน์มีประสิทธิภาพด้านเวลาสูงและสามารถทบทวนจากการบันทึกวิดีโอได้ ควรเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

จะวัดความก้าวหน้าในการเรียนได้อย่างไร?

อัตราตอบถูก (แยกตามประเภทคำถาม) การปรับปรุงอัตราตอบผิดหลังฟังซ้ำ จำนวนคำศัพท์ที่ไม่รู้จักที่เพิ่มขึ้นในแต่ละสัปดาห์ WPM ในการอ่านออกเสียงและจำนวนครั้งในการตรวจสอบการออกเสียง

หากเรียนที่สถาบันแล้วยังไม่พัฒนาควรทำอย่างไร?

ขอให้สถาบันแสดง “การวิเคราะห์คำตอบผิดที่มองเห็นได้ชัดเจน” ในการพบปะ ปรับปริมาณและคุณภาพของการบ้าน (จำนวนครั้งในการทบทวน/บันทึกเสียง) พิจารณาเปลี่ยนผู้สอนหรือปรับระยะเวลาสัญญาให้สั้นลง/ยาวขึ้น

จะรักษาแรงจูงใจในการเรียนด้วยตนเองได้อย่างไร?

ทำข้อสอบจำลองสัปดาห์ละครั้งเพื่อให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน แบ่งปันคะแนนและเวลาเรียนกับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน กำหนดรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังบรรลุเป้าหมายของแต่ละแบบทดสอบ

1 สัปดาห์ก่อนสอบจริงควรทำอะไรบ้าง?

ไม่แตะสื่อการเรียนใหม่ ให้วนฟังเสียงที่เคยตอบผิดซ้ำ วอร์มอัพการฟังให้ตรงกับเวลาสอบจริง (10–15 นาที) ฝึกทบทวนตัวเลข ชื่อเฉพาะ และการสะกดคำเป็นครั้งสุดท้าย

หากกำหนดส่งคะแนนใกล้เข้ามาแล้ว ควรวางแผนระยะสั้นอย่างไร?

“ทุกวัน: ฝึกแยกตามประเภทคำถาม 30 นาที + ทบทวนคำตอบผิด 30 นาที” “วันเว้นวัน: ทำข้อสอบจำลอง → ทบทวนเต็มรูปแบบในวันถัดไป” “วันหยุดสุดสัปดาห์: ทำข้อสอบจำลองเต็มรูปแบบ + ตรวจสอบทั้งหมด” หากจำเป็นอาจใช้การติวแบบเจาะจง 1–3 ครั้งเพื่อแก้ไขจุดอ่อนอย่างตรงจุด

แนวทางเตรียมสอบและวิธีเรียน IELTS Listening: คู่มือรวม IELTS Listening ฉบับสมบูรณ์ [ฉบับปี 2026]คู่มือรวมการเตรียมสอบและสอบ IELTS – เทคนิคพิชิตข้อสอบและวิธีเรียนฉบับสมบูรณ์ [ฉบับปี 2026]

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง