หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Listening > เตรียมสอบ IELTS Listening: คำศัพท์ยอดฮิตและการฟังตัวเลข-วันที่
เตรียมสอบ IELTS Listening

เตรียมสอบ IELTS Listening: คำศัพท์ยอดฮิตและการฟังตัวเลข-วันที่

7 ตุลาคม 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

เตรียมสอบ IELTS Listening: คำศัพท์ยอดฮิตและการฟังตัวเลข-วันที่
01

บทนำ

IELTS Listening เป็นด่านแรกที่ยากสำหรับผู้เข้าสอบที่ยังไม่คุ้นเคยกับ “ความเร็วตามธรรมชาติ” และ “สำเนียงที่หลากหลาย” ของภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในระดับที่ต้องการคะแนน 6.0-7.0 มักได้ยินปัญหาว่า “เข้าใจภาพรวมได้ แต่พลาดฟังข้อมูลปลีกย่อย เช่น ตัวเลขหรือวันที่”

IELTS ต้องการความสามารถในการจดบันทึกสิ่งที่ได้ยินอย่างถูกต้องและนำไปตอบคำถามได้ โดยเฉพาะใน Part 1 และ Part 2 มักออกโจทย์ที่ต้องฟังข้อมูลใกล้เคียงชีวิตจริง เช่น การจอง ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และวันที่ ให้ถูกต้อง กล่าวคือ ไม่ใช่แค่ความสามารถในการเข้าใจภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่ “การแยกแยะเสียง” และ “ความสามารถในการจดจำรูปแบบ” เป็นกุญแจสำคัญของการเพิ่มคะแนน

บทความนี้จะอธิบายคำศัพท์ยอดฮิตใน IELTS Listening พร้อมวิธีฟังตัวเลขและวันที่ซึ่งเป็นจุดที่มักทำผิดพลาดบ่อยที่สุดอย่างละเอียด ผู้ที่ต้องการเพิ่มความแม่นยำในการฟังและยกระดับคะแนนอย่างมั่นใจ โปรดอ่านจนจบ

02

ผู้ที่เชี่ยวชาญคำศัพท์ยอดฮิตคือผู้ที่ครองชัยชนะใน Listening

ใน IELTS Listening แม้หัวข้อที่ออกจะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง แต่แท้จริงแล้วรูปแบบคำศัพท์ที่ใช้มีความคล้ายคลึงกันมาก เนื่องจากหัวข้อเดิม ๆ (การจอง ชีวิตมหาวิทยาลัย แผนที่ ราคา) มักถูกนำมาออกซ้ำ การจดจำคำศัพท์ยอดฮิตเหล่านี้ไว้จะช่วยเพิ่มความเร็วในการฟังและอัตราการตอบถูกได้อย่างมาก

คำศัพท์ที่พบบ่อยในการจองและสอบถามข้อมูล (พบเป็นประจำใน Part 1)

คำศัพท์ภาษาอังกฤษความหมายตัวอย่างประโยค
booking / reservationการจองI'd like to make a reservation for two nights.
availabilityสถานะห้องว่างIs there any availability this weekend?
single / double roomห้องเดี่ยว/ห้องคู่I prefer a double room.
deposit / refundเงินมัดจำ/การคืนเงินA small deposit is required.
surname / postcodeนามสกุล/รหัสไปรษณีย์Can I have your surname, please?

ประเด็นสำคัญ: ในฉากจองทางโทรศัพท์หรือที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ บางครั้งมีการอ่านชื่อ ที่อยู่ หรือหมายเลขทีละตัวอักษรอย่างช้า ๆ ควรฝึกให้คุ้นเคยกับการอ่านสะกดคำ (เช่น “That's spelled M-A-R-T-I-N”)

คำศัพท์เกี่ยวกับชีวิตมหาวิทยาลัยและแคมปัส (พบบ่อยใน Part 2-3)

คำศัพท์ภาษาอังกฤษความหมายตัวอย่างประโยค
lecture / tutorialการบรรยาย/ชั้นเรียนกลุ่มย่อยThe lecture starts at 9 a.m.
assignment / deadlineงานที่ได้รับมอบหมาย/กำหนดส่งThe deadline is next Monday.
supervisorอาจารย์ที่ปรึกษาShe is my new supervisor.
accommodationที่พักI'm looking for student accommodation.
scholarshipทุนการศึกษาHe received a scholarship from the university.

ประเด็นสำคัญ: ใน Part 3 ส่วนใหญ่เป็น “บทสนทนาระหว่างนักศึกษา” ควรฟังให้ดีถึงสำนวนแสดงความคิดเห็น เช่น “discussion,” “opinion,” “agree/disagree”

สำนวนที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผนที่และการบอกทิศทาง (พบเป็นประจำใน Part 2)

สำนวนความหมาย
turn left / turn rightเลี้ยวซ้าย/เลี้ยวขวา
go straightตรงไป
across from / oppositeฝั่งตรงข้าม
behind / beside / next toด้านหลัง/ข้าง ๆ/ติดกับ
entrance / exitทางเข้า/ทางออก
roundabout / intersectionวงเวียน/สี่แยก

ประเด็นสำคัญ: ในโจทย์แผนที่ การเข้าใจ “ตำแหน่งสัมพัทธ์” เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากมักบรรยายจากมุมมองของผู้พูด เช่น “on your right” หรือ “in front of the library” ควรฝึกจินตนาการภาพไปพร้อมกับการดูแผนที่

คำศัพท์เกี่ยวกับตัวเลข จำนวนเงิน และสัดส่วน (ใช้ร่วมกันทุกพาร์ท)

คำศัพท์ภาษาอังกฤษความหมาย
cost / price / feeค่าใช้จ่าย/ราคา/ค่าธรรมเนียม
rate / discountอัตรา/ส่วนลด
total / amountยอดรวม/จำนวนเงิน
percentageเปอร์เซ็นต์
per week / per month / annuallyต่อสัปดาห์/ต่อเดือน/ต่อปี

ข้อควรระวัง: ตัวเลขอย่าง “13” กับ “30” หรือ “15” กับ “50” ความหมายจะเปลี่ยนไปตามตำแหน่งการเน้นเสียง ขณะฝึกฟัง ควรฝึกฟังไปพร้อมกับกระแสของประโยค ไม่ใช่แค่ตัวเลขเดี่ยว ๆ

03

เทคนิคพิชิตการฟังตัวเลข

ใน IELTS Listening การฟังตัวเลขเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความแตกต่างของคะแนน ใน Part 1 คือหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ จำนวนเงิน ใน Part 2 คือเวลาและระยะทาง ใน Part 3-4 คือสถิติและข้อมูล ความสามารถในการจดบันทึกตัวเลขได้อย่างถูกต้องในทุกสถานการณ์คือกุญแจสำคัญ

ควรทำความเข้าใจประเด็นต่อไปนี้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการฟังตัวเลข

คู่ตัวเลขที่มักสับสน

เนื่องจากตัวเลขมีเสียงคล้ายกัน จึงต้องระมัดระวังการเน้นเสียง (accent) เป็นพิเศษในการแยกแยะ

ตัวเลขจุดสำคัญของการออกเสียงตัวอย่างที่มักสับสน
13 / 30thirteen / thirty → “13” เน้นเสียงพยางค์หลังระวังความแตกต่างระหว่าง “Room thirteen” กับ “Room thirty”
15 / 50fifteen / fifty → สังเกตความหนักเบาของเสียง “t”“Fifteen dollars” กับ “Fifty dollars”
17 / 70seventeen / seventy → ตัดสินจากจังหวะ“Seventy kilometers” เทียบกับ “Seventeen kilometers”

เคล็ดลับ: การฟังคำนามที่ตามหลังตัวเลข (dollars, minutes, kilometers ฯลฯ) ไปพร้อมกันจะช่วยให้ตัดสินได้ง่ายขึ้นจากบริบท

รูปแบบการฟังหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ และราคา

ใน IELTS มักมีตัวเลขเรียงต่อกันในรูปแบบบทสนทนาชีวิตประจำวัน หากคุ้นเคยกับสำนวนเฉพาะจะฟังได้ราบรื่นขึ้น

เนื้อหาตัวอย่างเคล็ดลับการฟัง
หมายเลขโทรศัพท์093-582-7614 → “oh nine three five eight two seven six one four”“zero” มักถูกอ่านว่า “oh”
ราคา$5.75 → “five dollars seventy-five”จุดทศนิยมมักถูกละไว้
ที่อยู่Flat 2B, 15 Baker Streetอย่าฟังพลาดตำแหน่งเน้นเสียงของ “fifteen”
เวลา6:45 → “a quarter to seven”จำสำนวน “quarter to/past”

วิธีฝึกฟังที่มีตัวเลข

1. ฝึก Dictation เจาะจงตัวเลข

ฝึกฟังเสียงยาวประมาณ 1 นาทีแล้วเขียนเฉพาะตัวเลขออกมาให้ถูกต้อง ทำซ้ำหลายครั้ง เมื่อคุ้นเคยแล้ว ให้ลองเขียนทั้งประโยคเพื่อฝึกหูให้เชิงปฏิบัติมากขึ้น

2. ดึงตัวเลขจากเสียง BBC หรือชุดข้อสอบทางการของ IELTS

เลือกเฉพาะ “ประโยคที่มีตัวเลข” จากเสียงข่าวหรือข้อสอบจำลอง → ฝึกฟัง เขียนตาม และ shadowing ซ้ำ ๆ เพื่อคุ้นเคยกับ “นิสัยการออกเสียง”

3. ฝึกออกเสียงตัวเลขด้วยปากตนเอง

ไม่ใช่แค่ฟังเท่านั้น การที่ตนเองสามารถออกเสียงได้ถูกต้องก็สำคัญเช่นกัน เมื่อสามารถพูดตัวเลขภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ ความแม่นยำในการฟังก็จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

สำนวนที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขที่พบบ่อย

  • per week / per month / per year
  • total cost / overall amount
  • around / approximately / roughly
  • between 10 and 15
  • at least / no more than

ประเด็นสำคัญในการสอบ: หากมีคำว่า “about”, “around”, “more than” ปรากฏก่อนหรือหลังตัวเลข บางครั้งตัวเลขที่ต้องเขียนในตัวเลือกอาจไม่ใช่ตัวเลขที่ได้ยินตรง ๆ ควรให้ความสำคัญกับ “ขอบเขตของความหมาย” มากกว่า “ความถูกต้องของตัวเลข”

04

จุดสำคัญในการฟังวันที่ วัน และเวลา

ใน IELTS Listening ข้อมูลเกี่ยวกับวันที่ วัน และเวลาปรากฏบ่อยครั้งมาก โดยเฉพาะใน Part 1 มีโจทย์ที่ต้องฟังวันเวลาการจองหรือกิจกรรมอยู่มาก และเป็นจุดที่มักทำผิดพลาดเช่นเดียวกับตัวเลข ในที่นี้จะสรุปสำนวนที่มักทำให้สับสนในข้อสอบจริงและเคล็ดลับการแยกแยะ

วิธีแยกแยะวันในสัปดาห์และคำย่อ

วันในสัปดาห์มีคำที่ออกเสียงคล้ายกัน จึงต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ “Tuesday” กับ “Thursday” ที่ผู้เข้าสอบจำนวนมากมักสับสน

คำศัพท์ภาษาอังกฤษจุดสำคัญของการออกเสียงข้อควรระวัง
Mondayˈmʌn.deɪบางครั้งย่อเป็น “Mon”
Tuesdayˈtjuːz.deɪมักสับสนกับ “Thursday”
Wednesdayˈwenz.deɪไม่ออกเสียง “d”
Thursdayˈθɜːz.deɪย่อเป็น “Thurs”
Fridayˈfraɪ.deɪย่อเป็น “Fri”
Saturdayˈsæt.ə.deɪย่อเป็น “Sat”
Sundayˈsʌn.deɪย่อเป็น “Sun”

เคล็ดลับ: แม้จะได้ยินคำย่อ ก็ไม่ต้องตกใจ ให้ “ตัดสินจากบริบท” ตัวอย่าง:

“We'll meet on Thurs at 10.” → หมายถึง Thursday (วันพฤหัสบดี)

วิธีบอกวันที่และข้อควรระวัง

ในภาษาอังกฤษ ลำดับวัน→เดือน หรือ เดือน→วัน จะแตกต่างกันระหว่างอังกฤษและอเมริกา IELTS ส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการเขียนแบบอังกฤษ (วัน/เดือน/ปี) จึงควรระมัดระวัง

รูปแบบการเขียนวิธีอ่านความหมาย
March 15ththe fifteenth of March15 มีนาคม
April 2April the second2 เมษายน
05/07/2025the fifth of July, twenty twenty-five5 กรกฎาคม 2025 (แบบอังกฤษ)
07/05/2025July 5th, twenty twenty-five5 กรกฎาคม 2025 (แบบอเมริกัน)

เคล็ดลับ:

  • บางครั้งมี “on” นำหน้า เช่น “on the 15th of March”
  • “by Friday” หมายถึง “ภายในวันศุกร์” ส่วน “until Friday” หมายถึง “จนถึงวันศุกร์อย่างต่อเนื่อง” ซึ่งความหมายต่างกัน

วิธีฟังสำนวนบอกเวลา

การบอกเวลาไม่ได้มีแค่ “ตัวเลขตรง ๆ” เท่านั้น แต่ยังมีสำนวนเฉพาะของภาษาอังกฤษด้วย

สำนวนความหมาย
8:00 → eight o'clock8 นาฬิกาตรง
8:15 → a quarter past eight8 นาฬิกา 15 นาที (ผ่าน 8 โมงมา 15 นาที)
8:30 → half past eight8 นาฬิกาครึ่ง
8:45 → a quarter to nineอีก 15 นาทีถึง 9 โมง (= 8:45)
10:05 → five past ten10 นาฬิกา 5 นาที
11:50 → ten to twelveอีก 10 นาทีถึงเที่ยง

ข้อควรระวัง: “half past” หรือ “quarter to” เป็นสำนวนที่ฟังยากหากไม่คุ้นเคย ไม่ควรฟังตัวเลขเรียงต่อกันเฉย ๆ แต่ควรจับความหมายว่าเป็นฝั่ง “past” หรือ “to”

วลียอดฮิตเกี่ยวกับวันที่และเวลา

  • in the morning / in the afternoon / in the evening
  • at night / at midnight / at noon
  • this weekend / next week / the following month
  • from Monday to Friday / between 9 and 12
  • by tomorrow / until next Monday

ข้อควรระวังในการสอบ: “by” และ “until” เป็นกับดักที่ผู้ออกข้อสอบมักใช้ หากเข้าใจความหมายผิด จะทำให้ตอบผิดได้

  • by Friday → ภายในวันศุกร์ (กำหนดเวลา)
  • until Friday → ต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์ (ความต่อเนื่อง)
05

ลักษณะและวิธีรับมือแต่ละ Section ของ Listening

IELTS Listening ประกอบด้วย 4 ส่วน (Part 1-4) โดยรูปแบบคำถาม วิธีการพูด และระดับความยากจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ การทำความเข้าใจว่าแต่ละ Part ออกเนื้อหาแบบใด แล้วแบ่งวิธีเตรียมตัวให้เหมาะสม คือทางลัดสู่การเพิ่มคะแนน

Part 1: บทสนทนาในชีวิตประจำวัน (การจอง การสอบถาม ฯลฯ)

ลักษณะเฉพาะ:

  • รูปแบบบทสนทนาระหว่างคน 2 คน (เช่น บริษัทนำเที่ยว เคาน์เตอร์ต้อนรับโรงแรม)
  • เน้นชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ วันที่ และจำนวนเงิน
  • เสียงค่อนข้างช้าและคำศัพท์ง่าย

ประเด็นสำคัญในการเตรียมตัว:

  • เน้นฝึกฟังตัวเลข การสะกดคำ และวันที่เป็นพิเศษ
  • ทำความคุ้นเคยกับรูปแบบโจทย์กรอกแบบฟอร์ม (Form Completion)
  • ฝึกตัดสินชนิดของคำ (คำนาม คำคุณศัพท์ ฯลฯ) จากบริบท แทนที่จะเขียนตามที่ได้ยินเพียงอย่างเดียว

วิธีฝึกที่แนะนำ: ฝึก shadowing บทสนทนาจำลองการจองทางโทรศัพท์หรือการเช็กอินโรงแรม

Part 2: คำอธิบาย การแนะนำ และโจทย์แผนที่

ลักษณะเฉพาะ:

  • คำอธิบายโดยผู้พูดคนเดียว (เช่น การแนะนำทัวร์แคมปัส การแนะนำพิพิธภัณฑ์)
  • มีภาพ แผนที่ หรือผังพื้นปรากฏอยู่
  • ทดสอบความสามารถในการเข้าใจ “ตำแหน่ง ทิศทาง ลำดับ” อย่างถูกต้อง

ประเด็นสำคัญในการเตรียมตัว:

  • ท่องจำสำนวนบอกตำแหน่ง เช่น “next to”, “across from”, “behind”
  • ฝึกจินตนาการโดยขยับปากกาวาดลูกศรไปพร้อมกับการฟัง
  • การคิดในมุมมองของผู้พูด (มุมมองผู้ฟัง) จะช่วยเพิ่มอัตราการตอบถูก

วิธีฝึกที่แนะนำ: สำหรับโจทย์แผนที่ การฝึกทำข้อสอบเก่าจากชุด Cambridge IELTS ซ้ำ ๆ ให้ผลดีที่สุด

Part 3: บทสนทนาระหว่างนักศึกษา (รูปแบบอภิปราย)

ลักษณะเฉพาะ:

  • บทสนทนาระหว่างนักศึกษา 2-3 คน (เช่น การวางแผนโปรเจกต์ งานกลุ่ม)
  • เน้นโจทย์ฟังความแตกต่างและจุดร่วมของความคิดเห็น
  • พูดเร็วและเป็นธรรมชาติ มีการเปลี่ยนทิศทางเนื้อหากลางประโยคบ่อยครั้ง

ประเด็นสำคัญในการเตรียมตัว:

  • ทำเครื่องหมายสำนวนแสดงการเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น “I agree”, “That's a good point, but…”
  • ทำความคุ้นเคยกับรูปแบบคำถามเช่น “both think”, “only one of them agrees”
  • ฝึกจดบันทึกแยกความคิดเห็นของผู้พูดแต่ละคน

วิธีฝึกที่แนะนำ: ใช้ BBC Learning English หรือ IELTS Listening Practice ที่เป็นรูปแบบอภิปราย โดยตั้งใจแยกฟัง “ผู้พูด A・B”

Part 4: การบรรยายเชิงวิชาการ (รูปแบบพูดคนเดียว)

ลักษณะเฉพาะ:

  • เสียงในโทนการบรรยาย มีเนื้อหาเชิงวิชาการ (ชีววิทยา สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ ฯลฯ)
  • เน้นโจทย์เติมคำในตาราง บันทึกย่อ หรือโน้ต
  • เนื้อหายาวและต้องใช้สมาธิและความสามารถในการสรุปความ

ประเด็นสำคัญในการเตรียมตัว:

  • ฟัง **คำเชื่อมโครงสร้าง (signpost words)** เช่น “Firstly”, “In conclusion”, “Another reason” ให้ชัดเจน
  • จดบันทึกไปพร้อมกับคาดการณ์ทิศทางของเนื้อหา
  • ฟังศัพท์เฉพาะทางจาก “รากคำ” (เช่น biolog-, econom-, histor-)

วิธีฝึกที่แนะนำ: ใช้วิดีโอ TED Talks หรือคำบรรยายมหาวิทยาลัยที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ฝึก “สรุปเนื้อหาเป็นภาษาไทยทุก 1 นาที”

ตารางสรุป: ลักษณะและวิธีรับมือแต่ละ Part

Partเนื้อหาระดับความยากจุดเน้นในการเตรียมตัว
1บทสนทนาในชีวิตประจำวัน (การจอง/การสอบถาม)★☆☆☆ตัวเลข・การสะกดคำ・วันที่
2คำอธิบาย/แผนที่★★☆☆ทิศทาง・ความสัมพันธ์ของตำแหน่ง
3บทสนทนานักศึกษา★★★☆การแยกแยะความคิดเห็น・การพัฒนาเนื้อหา
4การบรรยายเชิงวิชาการ★★★★การจับโครงสร้าง・คำศัพท์เฉพาะทาง
06

วิธีฝึกฟังที่มีประสิทธิภาพ

การจะเพิ่มคะแนน IELTS Listening ได้นั้น เพียงแค่ “ฟังภาษาอังกฤษ” อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ การฝึกฝนด้วย 4 ขั้นตอน **“ฟัง → เขียน → พูด → วิเคราะห์”** จะนำไปสู่การเพิ่มคะแนนที่แน่นอน ด้านล่างนี้จะแนะนำวิธีเชิงปฏิบัติที่สามารถพัฒนาทักษะได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในเวลาสั้น ๆ

1. ฝึกหูด้วย Dictation 1 นาที

วิธีการ:

  • เลือกเสียงยาวประมาณ 1 นาที ฟังหลายรอบแล้วเขียนเนื้อหาทั้งหมดออกมา
  • ตรวจสอบส่วนที่ฟังไม่ออกกับสคริปต์
  • ฝึกโดยเน้นความสำคัญที่ตัวเลข วันที่ และคำนามเฉพาะเป็นพิเศษ

ประสิทธิผล:

  • แข็งแกร่งขึ้นกับการฟังเสียงเบา (เช่น gonna, wanna, of it→ovit)
  • ความเร็วในการจดบันทึกก็เพิ่มขึ้นด้วย

สื่อที่แนะนำ:

  • Cambridge IELTS Official Practice Tests
  • British Council – Listening Practice Tests
  • IELTS Liz Listening Practice (YouTube)

2. ชม BBC และ TED พร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษ

วิธีการ:

  • ครั้งแรกให้เปิดคำบรรยายภาษาอังกฤษเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหา
  • ครั้งที่สองให้ปิดคำบรรยาย แล้วตรวจสอบว่าเข้าใจได้มากแค่ไหน
  • จดคำที่ฟังไม่ออกเป็นรายการเพื่อทบทวน

ประสิทธิผล:

  • คุ้นเคยกับสำเนียงที่หลากหลาย (อังกฤษ・ออสเตรเลีย・แคนาดา) และมีภูมิคุ้มกันต่อวันสอบจริง
  • การใส่ใจกระแสและโครงสร้างของเนื้อหาก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับ Part 4 ไปในตัว

ช่องที่แนะนำ:

  • BBC Learning English
  • TED-Ed / TEDx Talks
  • IELTS Official Channel (YouTube)

3. ใช้ประโยชน์จากชุดข้อสอบทางการของ IELTS และแอปพลิเคชัน

เหตุผล: เนื่องจาก IELTS Listening มีรูปแบบคำถามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ (การเปลี่ยนคำในคำถาม การเลือกตอบหลายข้อ ฯลฯ) การฝึกฝนในรูปแบบเดียวกับข้อสอบจริงจึงสำคัญที่สุด

สื่อที่แนะนำ:

  • Cambridge IELTS 18-20 (ชุดข้อสอบเก่าฉบับล่าสุด)
  • IELTS Prep App (แอปทางการของ British Council)
  • IELTS Trainer 2 (Cambridge University Press)

ประเด็นสำคัญ:

  • หลังทำข้อสอบจำลอง ให้ใช้ transcript ตรวจสอบหลักฐานของคำตอบ
  • ทำเครื่องหมายส่วนที่ฟังไม่ออกในสคริปต์ แล้วลดความเร็วเสียงเพื่อทบทวน

4. จับความรู้สึกของเสียงด้วย “Shadowing + Repeating”

วิธีการ:

  • หยุดเสียงทีละประโยค แล้วพูดตามด้วยจังหวะและการออกเสียงเดียวกัน
  • ขยับปากโดยตั้งใจเลียนแบบเสียงที่ได้ยินให้เหมือนที่สุด

ประสิทธิผล:

  • คุ้นเคยกับจังหวะและอินโทเนชันของภาษาอังกฤษ
  • สามารถฟัง “การเชื่อมเสียง (linking)” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สื่อฝึกฝน: สคริปต์ IELTS ข่าว หรือฉากบทสนทนาในภาพยนตร์ แม้ฝึกวันละ 5 นาทีแต่ทำต่อเนื่องก็ให้ผลลัพธ์ที่ดี

5. บันทึกการเรียนเพื่อ “มองเห็นจุดอ่อน”

วิธีการ:

  • จดบันทึกส่วนที่ฟังไม่ออก คำศัพท์ และรูปแบบการออกเสียงที่พลาด
  • ทบทวนทุกสัปดาห์และจัดหมวดหมู่รูปแบบที่ไม่ถนัด เช่น “ตัวเลข” “วันที่” “ผู้พูดหลายคน”

ประสิทธิผล:

  • หลุดพ้นจากการฝึกฟังตามความรู้สึก และสามารถเรียนแบบวิเคราะห์ที่นำไปสู่การเพิ่มคะแนนได้

เครื่องมือที่แนะนำ:

  • จดบันทึกอย่างง่ายด้วย Notion หรือ Google Sheets
  • ทบทวนคำศัพท์ยอดฮิตซ้ำ ๆ ด้วยแอปสมุดคำศัพท์ (Anki / Quizlet)

6. เชื่อมโยงการฟังเข้ากับการพูด

การนำสำนวนที่เรียนรู้จากการฟังมา “พูดออกเสียงใช้จริง” จะช่วยให้จดจำได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะการนำสำนวนเชิงวิชาการที่ปรากฏใน Part 3-4 ไปใช้ในการพูดด้วยจะให้ผลดีเป็นพิเศษ

ตัวอย่าง:

  • สำนวน “One major reason is that…” ที่ปรากฏในการฟัง → นำกลับมาใช้ในการพูด
  • “Another point to consider is…” → ใช้ได้เมื่อแสดงความคิดเห็น

ถัดไปคือ

07

สรุป

การจะได้คะแนนสูงใน IELTS Listening นั้น ไม่ใช่แค่ “ความสามารถทางภาษาอังกฤษ” เท่านั้น แต่ยังต้องการสมาธิและความคุ้นเคยที่จะไม่พลาดฟังรายละเอียด โดยเฉพาะ ตัวเลข วันที่ วันในสัปดาห์ ที่อยู่ และการสะกดชื่อ ล้วนพบบ่อยในทุกพาร์ท หากสามารถฟังสิ่งเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจ คะแนนโดยรวมของการฟังก็จะมั่นคงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ขอสรุปประเด็นที่นำเสนอในบทความนี้อีกครั้ง

✅ จดจำคำศัพท์ยอดฮิต — ท่องจำหัวข้อยอดฮิต เช่น การจอง ชีวิตมหาวิทยาลัย แผนที่ จำนวนเงิน ✅ ฝึกฟังตัวเลขและวันที่ — พัฒนาความสามารถในการตัดสินจากการเน้นเสียงและบริบท ✅ กำหนดวิธีรับมือแต่ละพาร์ทให้ชัดเจน — คุ้นเคยกับลักษณะและรูปแบบคำถามของแต่ละ Part ✅ ฝึก Dictation และ Shadowing อย่างต่อเนื่อง — คุ้นเคยกับนิสัยการออกเสียงและจังหวะ ✅ นำการเรียนแบบวิเคราะห์มาใช้ — บันทึกสาเหตุที่ฟังไม่ออกแล้วเอาชนะให้ได้

IELTS Listening เป็นการสอบที่หากฝึก “ให้หูคุ้นเคยอย่างมีกลยุทธ์” จะเห็นผลลัพธ์ได้แน่นอน มากกว่าการฟังแบบไร้ทิศทาง แม้เป็นการฝึกฝนระยะสั้นทุกวันก็ได้ผลเพียงพอ ขอให้ใช้เนื้อหาในบทความนี้เป็นแนวทางในการเรียนตามจุดอ่อนของตนเองอย่างต่อเนื่อง

08

FAQ

ต้องใช้เวลาเรียน IELTS Listening นานแค่ไหน

ระยะเวลาแตกต่างกันไปตามระดับคะแนนเป้าหมาย หากต้องการยกระดับจาก 5.5 เป็น 6.5 ใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ โดยฝึกอย่างเข้มข้นวันละ 30-45 นาที (สามเสาหลัก คือ dictation, shadowing และการทบทวนข้อสอบเก่า) อย่างต่อเนื่องจึงจะสมเหตุสมผล

มีเคล็ดลับแยกแยะตัวเลข (13/30, 15/50 เป็นต้น) อย่างไร

ตัดสินจากตำแหน่งการเน้นเสียงและคำนามที่ตามมา คำลงท้าย -teen (13, 15, 17) มักเน้นเสียงท้ายคำ ส่วนคำลงท้าย -ty (30, 50, 70) มักเน้นเสียงต้นคำ นอกจากนี้ การจดบันทึกคู่กับหน่วยนับ เช่น fifty dollars / fifteen minutes จะช่วยลดความผิดพลาดในการแยกแยะ

ควรเขียน “oh” หรือ “zero” (สำหรับหมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น)

แม้จะได้ยินว่า “oh” ในเสียง แต่คำตอบสามารถเขียนเป็นตัวเลข 0 ได้ ไม่ถือว่าผิด ตัวอย่างเช่น oh nine three → 093

ควรเขียนวันที่หรือเวลาในรูปแบบใดจึงจะถูกต้อง

ส่วนใหญ่แล้วรูปแบบต่อไปนี้ถือว่าถูกต้องทั้งหมด (แต่ควรทำตามคำสั่งของคำถามเป็นหลัก) ・วันที่: 15 March / 15th March / March 15 ・เวลา: 6:30 / 6.30 / half past six ・สกุลเงิน: $5.75 / 5.75 dollars อย่างไรก็ตาม ควรระวังการอ่านแบบอังกฤษ (วัน/เดือน/ปี) และเขียนให้สอดคล้องกับรูปแบบตัวอย่างในคำถามจึงจะปลอดภัยที่สุด

“NO MORE THAN TWO WORDS AND/OR A NUMBER” หมายความว่าอย่างไร

หมายถึงคำสั่งให้เขียนไม่เกิน 2 คำและตัวเลข 1 ตัว หากเขียนเกินจำนวนคำจะถือว่าตอบผิดทันที คำนำหน้านาม (a, the) และคำบุพบทก็นับรวมอยู่ในจำนวนคำด้วย

การสะกดคำผิดยอมรับได้มากแค่ไหน

โดยพื้นฐานแล้วถือว่าตอบผิด สำหรับคำนามเฉพาะ ให้เขียนตามการสะกดที่ได้ยินในเสียงตรง ๆ ส่วนการสะกดแบบอังกฤษกับอเมริกัน เช่น centre/center ส่วนใหญ่ยอมรับทั้งสองแบบ แต่ควรเขียนให้ตรงกับการสะกดในคำถามจึงจะปลอดภัยที่สุด

ตัวพิมพ์ใหญ่-เล็กมีผลต่อการให้คะแนนหรือไม่

โดยปกติไม่มีผล หากกังวล สามารถเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดก็ได้ (เช่น LIBRARY)

ไม่ถนัดโจทย์แผนที่ ควรฝึกอะไร

ท่องจำสำนวนบอกตำแหน่ง เช่น on your left / across from / next to / behind แล้วฝึกวาดลูกศรไปพร้อมกับการฟังจนเป็นนิสัย สิ่งสำคัญที่สุดคือการมองแผนภาพในมุมมองของผู้พูด (มือขวา・มือซ้ายของคุณ)

ควรเตรียมตัวรับมือกับสำเนียง (อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา ฯลฯ) อย่างไร

ควรฟังข่าวหรือเสียงบรรยายจากหลายสำเนียงควบคู่กัน แล้วเปรียบเทียบหัวข้อเดียวกันในสำเนียงที่ต่างกัน การฝึกสั้น ๆ โดยเน้นความแตกต่างของการออกเสียงตัวเลข วันในสัปดาห์ และชื่อสถานที่จะให้ผลดี

ควรจดบันทึกอย่างไร

ไม่ต้องเขียนประโยคเต็ม ให้จับใจความสำคัญด้วยคำสำคัญและลูกศร/สัญลักษณ์อย่างรวดเร็ว ควรกำหนดลำดับความสำคัญของการจด เช่น ตัวเลข・คำนาม・ทิศทาง ไว้ล่วงหน้าตามแต่ละ Part

ควรเขียนคำตอบตามคำที่ได้ยินตรง ๆ หรือไม่

สำหรับโจทย์เติมคำในช่องว่าง โดยพื้นฐานแล้วควรใช้คำที่ได้ยินในเสียงบันทึกตรง ๆ หากเปลี่ยนเป็นคำพ้องความหมายหรือคำแทนความหมายอาจถือว่าตอบผิด (ยกเว้นโจทย์แบบเลือกตอบ)

สามารถปรับหูฟังหรือระดับเสียงในวันสอบได้หรือไม่

มีเวลาตรวจสอบระดับเสียงก่อนเริ่มสอบ หากรู้สึกผิดปกติในส่วนแรก ควรรีบส่งสัญญาณให้ผู้คุมสอบทราบทันที

การสอบแบบคอมพิวเตอร์กับแบบกระดาษ Listening ต่างกันหรือไม่

รูปแบบคำถามและเกณฑ์การให้คะแนนเหมือนกัน การสอบแบบคอมพิวเตอร์สามารถพิมพ์คำตอบลงหน้าจอได้โดยตรง มีข้อดีคือแก้ไขคำผิดได้รวดเร็ว ส่วนแบบกระดาษมีข้อดีคือสามารถมองภาพรวมได้ง่ายเวลาตรวจทาน

ควรใช้เวลาตรวจทานอย่างไร (รวมถึงเวลาคัดลอกคำตอบ)

จะมีเวลาตรวจทานสั้น ๆ ระหว่างแต่ละส่วน และมีเวลาตรวจสอบรวมในตอนท้าย ควรเน้นตรวจสอบจำนวนคำ การสะกดคำ หน่วยนับ (km, $, %) และรูปพหูพจน์ -s เป็นพิเศษ

มีตัวอย่างเมนูการเรียนที่มีประสิทธิภาพในหนึ่งสัปดาห์อย่างไร

・จันทร์・พฤหัสบดี: Dictation 1 นาที x 3 ชุด (เน้นตัวเลขและวันที่) ・อังคาร・ศุกร์: ทำข้อสอบเก่า 1 ชุด → วิเคราะห์ transcript → shadowing ・พุธ: เน้นโจทย์แผนที่ (สำนวนบอกตำแหน่ง + ฝึกจดลูกศร) ・เสาร์: ฝึกสรุปความจากเสียงบรรยาย (สรุปเป็นภาษาไทยทุก 1 นาที) ・อาทิตย์: อัปเดตสมุดคำศัพท์ (ทดสอบซ้ำคำศัพท์ยอดฮิต/คำที่ต้องระวังการสะกด)

หากพลาดฟังในวันสอบจริง ควรทำอย่างไร

ไม่ควรหยุดชะงัก ให้รีบปรับใจไปยังข้อถัดไปทันที เนื่องจากคำถามจะออกต่อเนื่องกัน หากยึดติดกับข้อใดข้อหนึ่งอาจทำให้พลาดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ส่วนช่องว่างที่เหลือให้เติมด้วยการคาดเดาจากบริบทในตอนท้าย และต้องรักษาข้อจำกัดจำนวนคำอย่างเคร่งครัด

ควรเริ่มฝึกจากสื่อไหนก่อน

เพื่อทำความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ ควรทำ Cambridge IELTS ฉบับล่าสุด 1 เล่มให้จบก่อน จากนั้นจึงผสมผสานเสียงที่เจาะจงตามจุดอ่อน (ตัวเลข แผนที่ การบรรยาย) การฝึกซ้ำด้วยแอปทางการหรือเสียงข้อสอบเก่าคือเส้นทางหลักที่ได้ผลดีที่สุด

คู่มือรวมการเตรียมสอบและการสอบ IELTS – เทคนิคพิชิตข้อสอบและวิธีเรียนแบบครบวงจร【ฉบับปี 2026】เทคนิคและวิธีเตรียมสอบ IELTS Listening: คู่มือรวม IELTS Listening ฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง