หน้าแรก > เตรียมสอบ IELTS Listening > เตรียมสอบ IELTS Listening: ความแตกต่างระหว่าง TOEIC Listening และ IELTS Listening
เตรียมสอบ IELTS Listening

เตรียมสอบ IELTS Listening: ความแตกต่างระหว่าง TOEIC Listening และ IELTS Listening

13 กันยายน 2025 ทีมการตลาด 3D ACADEMY

เตรียมสอบ IELTS Listening: ความแตกต่างระหว่าง TOEIC Listening และ IELTS Listening
01

บทนำ

การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษมีอยู่หลายรูปแบบ แต่การสอบที่เป็นที่รู้จักมากเป็นพิเศษ ได้แก่ TOEIC และ IELTS โดย TOEIC มักถูกนำไปใช้ในบริบทของการทำงาน เช่น การสมัครงานหรือการเลื่อนตำแหน่ง ในขณะที่ IELTS เป็นการสอบที่จำเป็นในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อต่างประเทศ การย้ายถิ่นฐาน หรือการขอวีซ่า

แม้เมื่อมองเผิน ๆ ทั้งสองการสอบจะดูเหมือนเป็น “การสอบวัดทักษะการฟัง” เช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบข้อสอบ เนื้อหา และทักษะที่จำเป็นต้องใช้นั้นแตกต่างกันอย่างมาก แม้แต่ผู้ที่ทำคะแนน TOEIC ได้สูงก็ยังพบกับความยากลำบากใน IELTS Listening ได้ไม่ใช่เรื่องแปลก

บทความนี้จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง TOEIC Listening และ IELTS Listening อย่างละเอียด พร้อมอธิบายแนวทางการเตรียมตัวที่ผู้เข้าสอบ IELTS ควรทำ

02

ความแตกต่างด้านรูปแบบการสอบ

แม้ TOEIC Listening และ IELTS Listening จะเป็นการสอบแบบ “ฟังแล้วตอบ” เหมือนกัน แต่โครงสร้างข้อสอบและวิธีการตอบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก

TOEIC Listening

  • ระยะเวลา: ประมาณ 45 นาที จำนวน 100 ข้อ
  • โครงสร้าง: ข้อสอบบรรยายภาพ ข้อสอบถาม-ตอบ (บทสนทนาสั้น ๆ) ข้อสอบบทสนทนา (สนทนาระหว่าง 2 หรือ 3 คน) ข้อสอบข้อความบรรยาย (ประกาศหรือการบรรยาย)
  • รูปแบบการตอบ: แบบเลือกตอบทั้งหมด (ระบายกระดาษคำตอบ)
  • ลักษณะเฉพาะ: เป็นรูปแบบที่ฟังบทสนทนาหรือประโยคค่อนข้างสั้นแล้วตอบคำถาม

IELTS Listening

  • ระยะเวลา: ประมาณ 30 นาที บวกเวลาคัดลอกคำตอบอีก 10 นาที จำนวน 40 ข้อ
  • โครงสร้าง: 4 ส่วน บทสนทนาในชีวิตประจำวัน (เช่น การจองที่พัก การซื้อของ) การพูดคนเดียวในชีวิตประจำวัน (เช่น การแนะนำสถานที่ในท้องถิ่น) บทสนทนาเชิงวิชาการ (เช่น การพูดคุยระหว่างนักศึกษาหรือกับอาจารย์) การบรรยายหรือการนำเสนอเชิงวิชาการ
  • รูปแบบการตอบ: มีความหลากหลาย เช่น เติมคำในช่องว่าง ตอบคำถามสั้น ๆ โจทย์แผนที่ และแบบเลือกตอบ
  • ลักษณะเฉพาะ: เนื้อหาอิงจากชีวิตมหาวิทยาลัยหรือการเรียนต่อต่างประเทศจริง โดยเน้นการเขียนตามคำบอกเป็นหลัก

กล่าวโดยสรุป TOEIC คือ “การสอบแบบเลือกตอบ” จากบทสนทนาสั้น ๆ ในขณะที่ IELTS คือ “การสอบแบบฟังแล้วเขียน” จากบทสนทนาหรือการบรรยายที่ยาวกว่า

03

ความแตกต่างด้านสำเนียงและความเร็ว

TOEIC Listening

  • สำเนียง: เน้นสำเนียงอเมริกันเป็นหลัก แม้ระยะหลังจะเริ่มมีสำเนียงอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลียเข้ามาบ้าง แต่สำเนียงอเมริกันยังคงเป็นสำเนียงหลัก
  • ความเร็ว: ค่อนข้างช้าและฟังง่าย ส่วนใหญ่ออกเสียงชัดเจนเพื่อการสอบโดยเฉพาะ
  • ความรู้สึกโดยรวม: แม้แต่ผู้เริ่มต้นฝึกฟังก็สามารถคุ้นเคยได้ง่าย จังหวะการพูดค่อนข้างสม่ำเสมอ

IELTS Listening

  • สำเนียง: มีความหลากหลาย ตั้งแต่สำเนียงอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไปจนถึงแคนาดา หากเคยฟังแต่สำเนียงอเมริกันเป็นประจำ อาจรู้สึกสับสนกับความแตกต่างของการออกเสียงได้ง่าย
  • ความเร็ว: เป็นความเร็วของบทสนทนาตามธรรมชาติ มีหลายฉากที่พูดเร็ว โดยเฉพาะในรูปแบบการบรรยายหรือการอภิปรายที่มีข้อมูลจำนวนมากไหลผ่านในคราวเดียว
  • ความรู้สึกโดยรวม: เหมือนได้ฟังบทสนทนาหรือการเรียนการสอนของเจ้าของภาษาโดยตรง

ประเด็นความแตกต่าง: TOEIC ใช้ “ภาษาอังกฤษสำหรับข้อสอบที่ฟังง่าย” ในขณะที่ IELTS ใช้ “ภาษาอังกฤษที่สะท้อนชีวิตจริงและแวดวงวิชาการ” โดยเฉพาะ IELTS ที่ผู้เข้าสอบจำเป็นต้องคุ้นเคยกับความหลากหลายของสำเนียงและความเร็วในการพูด

04

ความแตกต่างด้านเนื้อหาข้อสอบและระดับความยาก

TOEIC Listening

  • ขอบเขตเนื้อหา: เน้นสถานการณ์ทางธุรกิจและชีวิตประจำวันเป็นหลัก การประชุม การโทรศัพท์ บทสนทนาในสำนักงาน การแนะนำที่สนามบินหรือโรงแรม การประกาศหรือคำอธิบายภายในบริษัท
  • ระดับความยาก: คำถามค่อนข้างเรียบง่าย แต่เนื่องจากมีจำนวนข้อมาก จึงต้องใช้สมาธิสูง
  • ลักษณะเฉพาะ: อิงจากสถานการณ์การทำงานจริง จึงมีสำนวนและรูปประโยคสำเร็จรูปออกมาเป็นจำนวนมาก

IELTS Listening

  • ขอบเขตเนื้อหา: ครอบคลุมตั้งแต่ชีวิตประจำวันไปจนถึงบริบทเชิงวิชาการอย่างกว้างขวาง การจองที่พักหรือการปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิต สัมมนาหรือการนำเสนองานวิจัยในมหาวิทยาลัย คำอธิบายหรือการอภิปรายเกี่ยวกับงานภาคสนาม
  • ระดับความยาก: ต้องฟังเสียงที่เปิดเพียงครั้งเดียวให้เข้าใจข้อมูลอย่างละเอียดและแม่นยำ คำถามมีความหลากหลาย เช่น เติมคำในช่องว่างหรือโจทย์แผนที่ และเนื้อหามีทั้งด้านปฏิบัติและด้านวิชาการ
  • ลักษณะเฉพาะ: ไม่ใช่แค่การฟังเพียงอย่างเดียว แต่ยังทดสอบความสามารถในการจับประเด็นสำคัญและตอบคำถามอีกด้วย

กล่าวโดยสรุป TOEIC เน้น “การรับมือกับสถานการณ์การทำงานจริง” ในขณะที่ IELTS ต้องการ “ทักษะการฟังโดยรวมที่อิงจากชีวิตในต่างประเทศและชีวิตมหาวิทยาลัย” จึงทำให้ IELTS มีระดับความยากที่สูงกว่า

05

ความแตกต่างด้านรูปแบบการตอบ

TOEIC Listening

  • รูปแบบ: เป็นแบบเลือกตอบทั้งหมด (ระบายกระดาษคำตอบ)
  • ลักษณะเฉพาะ: หลังจากฟังเสียงแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้องจาก 4 ตัวเลือก แม้จะมีบางส่วนที่ฟังไม่ทัน ก็ยังสามารถใช้วิธีตัดตัวเลือกเพื่อคาดเดาคำตอบได้ในบางกรณี ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของการสะกดคำหรือไวยากรณ์

IELTS Listening

  • รูปแบบ: เน้นการเขียนตอบเป็นหลัก มีความหลากหลาย เช่น เติมคำในช่องว่าง ตอบคำถามสั้น ๆ โจทย์แผนที่ และการเติมตาราง
  • ลักษณะเฉพาะ: ต้องเขียนคำหรือวลีที่ได้ยินลงไปตามที่ได้ยินจริง การสะกดผิดหรือใช้รูปพหูพจน์ผิดจะถือว่าตอบผิด เนื่องจากเสียงเปิดเพียงครั้งเดียว จึงจำเป็นต้องมีทั้งความแม่นยำในการฟังและความรวดเร็วในการเขียน

ความแตกต่างที่สำคัญ: TOEIC คือ “การสอบแบบเลือกคำตอบ” ส่วน IELTS คือ “การสอบแบบเขียนคำตอบ” ด้วยเหตุนี้ IELTS จึงไม่ได้วัดเพียงทักษะการฟังเท่านั้น แต่ยังวัดความสามารถในการสะกดคำ การจดบันทึก และสมาธิอีกด้วย

06

ความแตกต่างด้านวิธีการเตรียมตัว

การเตรียมตัวสำหรับ TOEIC Listening

  • เน้นการฝึกฝนตามรูปแบบ การฝึกซ้ำ ๆ กับวลีและสำนวนที่ออกบ่อยจะช่วยให้คะแนนมีความสม่ำเสมอมากขึ้น
  • ฝึกให้คุ้นเคยกับบทสนทนาสั้น ๆ การฝึกตั้งใจฟังบทสนทนาที่มีความยาวเพียงไม่กี่สิบวินาทีเพื่อจับประเด็นสำคัญเป็นวิธีที่ได้ผล
  • ฝึกให้คุ้นเคยกับตัวเลือก ความสามารถในการคาดเดาคำตอบที่ถูกต้องจากวิธีตัดตัวเลือกหรือเบาะแสทางไวยากรณ์ก็มีประโยชน์เช่นกัน

การเตรียมตัวสำหรับ IELTS Listening

  • ฝึกฟังสำเนียงที่หลากหลาย สิ่งสำคัญคือการทำความคุ้นเคยกับสำเนียงที่พบได้น้อยใน TOEIC เช่น สำเนียงอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
  • ฝึกจดบันทึกไปพร้อมกับการประมวลผล จำเป็นต้องฝึกจดคำสำคัญไปพร้อมกับการฟัง แล้วเชื่อมโยงไปสู่คำตอบของคำถามได้อย่างรวดเร็ว
  • ฝึกการสะกดคำ เพื่อให้สามารถเขียนคำที่ได้ยินได้อย่างถูกต้อง ควรจดจำคำศัพท์ที่พบบ่อยพร้อมกับวิธีสะกดคำไปด้วย
  • ฝึกฝนในรูปแบบเสมือนจริง เนื่องจากเสียงเปิดเพียงครั้งเดียว การฝึกทำข้อสอบจำลองหรือข้อสอบเก่าในรูปแบบเดียวกับการสอบจริงจึงเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

ประเด็นสำคัญ: TOEIC เน้นที่ “การจดจำรูปแบบและความคุ้นเคยกับข้อสอบแบบเลือกตอบ” เป็นหลัก ในขณะที่ IELTS ต้องการ “ทักษะเชิงปฏิบัติในการฟังและเขียนภาษาอังกฤษที่หลากหลาย”

07

สรุป

ทั้ง TOEIC Listening และ IELTS Listening ต่างก็เป็นการสอบที่วัดความสามารถทางภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ทักษะที่จำเป็นและทิศทางของการสอบนั้นแตกต่างกันอย่างมาก

  • TOEIC Listening เน้นบทสนทนาทางธุรกิจและชีวิตประจำวันเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นสำเนียงอเมริกัน ฟังง่ายค่อนข้างมาก เป็นแบบเลือกตอบทั้งหมด สามารถคาดเดาคำตอบได้
  • IELTS Listening เนื้อหาอิงจากชีวิตในต่างประเทศและการเรียนในมหาวิทยาลัย มีสำเนียงที่หลากหลาย เช่น อังกฤษและออสเตรเลีย เน้นการเขียนตอบเป็นหลัก จำเป็นต้องสะกดคำและใช้ไวยากรณ์อย่างถูกต้อง

แม้แต่ผู้ที่ทำคะแนน TOEIC ได้สูงก็อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ ๆ เมื่อสอบ IELTS Listening การเตรียมตัวสอบ IELTS จึงไม่ใช่เพียงการฝึก “ทักษะการฟัง” เท่านั้น แต่ยังต้องฝึกฝน “ทักษะการเขียนตามคำบอก” “ความคุ้นเคยกับสำเนียงที่หลากหลาย” และ “สมาธิเชิงปฏิบัติ” ควบคู่กันไปด้วย

08

FAQ: ความแตกต่างระหว่าง TOEIC Listening และ IELTS Listening

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการฟังของ TOEIC และ IELTS คืออะไร

TOEIC เป็นการสอบที่ตอบบทสนทนาหรือคำอธิบายสั้น ๆ ในรูปแบบเลือกตอบ ส่วน IELTS เป็นการสอบที่ครอบคลุมสถานการณ์หลากหลายตั้งแต่ชีวิตประจำวันไปจนถึงเชิงวิชาการ โดยเน้นการเขียนตอบเป็นหลัก ความหลากหลายของสำเนียงรวมถึงความแม่นยำในการจดบันทึกและเขียนตามคำบอกจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับ IELTS

การสอบไหนยากกว่ากัน

แม้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปแล้วผู้เข้าสอบส่วนใหญ่มักรู้สึกว่า IELTS ยากกว่า เนื่องจากเสียงเปิดเพียงครั้งเดียว มีสำเนียงที่หลากหลาย และการสะกดคำหรือใช้รูปพหูพจน์ผิดจะถือว่าตอบผิดทันที

เหตุใดผู้ที่ทำคะแนน TOEIC ได้สูงจึงยังพบความยากลำบากใน IELTS

เนื่องจาก TOEIC เป็นการสอบที่การเตรียมตัวแบบเน้นข้อสอบเลือกตอบให้ผลดี ในขณะที่ IELTS ต้องอาศัยกระบวนการฟัง → จับประเด็นสำคัญ → เขียนตอบอย่างถูกต้อง ซึ่งต้องใช้ทักษะที่แตกต่างออกไป

สามารถแปลงคะแนนระหว่าง TOEIC และ IELTS ได้หรือไม่

ไม่มีการแปลงคะแนนอย่างเป็นทางการ โดยทั่วไปผู้ที่ได้คะแนน TOEIC L&R ในช่วง 800-900 คะแนน มักท้าทาย IELTS ในระดับ 6.0-7.0 แต่ก็ไม่ได้เป็นการเทียบเคียงกันโดยตรง ควรกำหนดเป้าหมายคะแนน IELTS ที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ของคุณ (การศึกษาต่อหรือการย้ายถิ่นฐาน) แล้ววางแผนย้อนกลับจากเป้าหมายนั้น

ควรใช้เวลาเรียนโดยประมาณเท่าใด

ขึ้นอยู่กับระดับปัจจุบันและเป้าหมายของคุณ ตัวอย่างเช่น หากต้องการยกระดับจาก IELTS 5.5 เป็น 6.5 ควรวางแผนฝึกฝนอย่างเข้มข้นด้านการฟังประมาณ 150-250 ชั่วโมง (แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล)

ควรเตรียมตัวรับมือกับสำเนียงอย่างไร

ควรฝึกฟังสำเนียงอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดาอย่างตั้งใจ โดยเน้นฝึกฝนเรื่องชื่อสถานที่ คำนามเฉพาะ ตัวเลข และการสะกดคำ (เช่น รหัสไปรษณีย์หรือหมายเลขโทรศัพท์) พร้อมทั้งฝึก dictation และ shadowing ควบคู่กันไป

ควรฝึกการจดบันทึกอย่างไร

ควรฝึกอ่านคำถามล่วงหน้า แล้วฝึกเขียนเฉพาะคำนามเฉพาะ ตัวเลข วันที่ และคำเปรียบเทียบให้รวดเร็วในรูปแบบสัญลักษณ์ โดยไม่ต้องเขียนประโยคเต็ม สำหรับโจทย์แผนที่ ควรทบทวนคำบอกทิศทาง (north/south/east/west) และคำศัพท์เกี่ยวกับสถานที่สำคัญไว้ล่วงหน้า

จำเป็นต้องเตรียมตัวเรื่องการสะกดคำหรือไม่

จำเป็นอย่างยิ่ง ควรรวบรวมคำศัพท์ที่พบบ่อย (ชื่อสาขาวิชา สถานที่ อาชีพ คำคุณศัพท์ที่แปรรูป รูปพหูพจน์ คำที่มีเครื่องหมายขีด) แล้วฝึกเขียนทุกวัน โดยตั้งเป้าให้เขียนได้ถูกต้องตามหลักการสะกดคำจริง ไม่ใช่แค่เขียนตามเสียงที่ได้ยิน

ควรใช้สื่อการเรียนแบบใด

สำหรับ IELTS ควรใช้ชุดข้อสอบทางการ (Cambridge IELTS) เป็นหลัก แล้วทบทวนด้วย transcript ประกอบ ส่วนผู้ที่คุ้นเคยกับ TOEIC เป็นหลัก ทางลัดที่ดีที่สุดคือทำแบบฝึกหัดเล่มใดเล่มหนึ่งให้จบเพื่อทำความคุ้นเคยกับรูปแบบของ IELTS (เติมคำในช่องว่าง แผนที่ การเติมตาราง) ก่อน

เสียงจะเปิดกี่ครั้ง

สำหรับ TOEIC บางพาร์ทเปิดเพียงครั้งเดียว แต่ด้วยความเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบจึงยังพอมีช่องทางในการชดเชยได้ ส่วน IELTS โดยหลักการแล้วจะเปิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากพลาดฟังตรงไหนไปจะกู้คืนได้ยาก ดังนั้นการอ่านคำถามล่วงหน้าและการจดบันทึกจึงเป็นกุญแจสำคัญ

มีเคล็ดลับการบริหารเวลาในวันสอบจริงอย่างไร

ตั้งใจอ่านคำถามล่วงหน้าอย่างเต็มที่ (ตรวจสอบคำสำคัญของคำถามในส่วนถัดไป) จดชื่อ ที่อยู่ และตัวเลขทันทีที่ได้ยิน พร้อมทั้งจดหน่วยและรูปพหูพจน์ไปด้วย คำนึงถึงเวลาคัดลอกคำตอบ (ประมาณ 10 นาทีในกรณีสอบแบบกระดาษ) และเติมคำตอบให้ครบทุกช่องว่างเสมอ

หากทักษะการฟังหยุดนิ่งไม่พัฒนาต่อ ควรทำอย่างไร

อ่าน script อย่างละเอียดควบคู่กับการฝึก dictation เพื่อหาสาเหตุที่ฟังไม่เข้าใจ ฝึกฟังสำเนียงที่เป็นจุดอ่อน (เช่น สำเนียงออสเตรเลีย) ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่บ่อยครั้ง อัปเดตสมุดคำศัพท์ในหัวข้อที่พบบ่อย (การศึกษา การวิจัย การจอง การเดินทาง) อยู่เสมอ

เรียนด้วยตัวเองได้หรือไม่ จำเป็นต้องมีผู้สอนดูแลหรือไม่

การเรียนด้วยตัวเองก็สามารถไปถึงเป้าหมายได้ แต่หากต้องการยกระดับสู่ 6.5-7.0 ในระยะเวลาอันสั้น หรือความแม่นยำในการเขียนตามคำบอกไม่พัฒนาขึ้น การใช้บริการรับคำแนะนำที่เจาะจงจุดอ่อน (การโค้ชหรือการตรวจแก้) ควบคู่ไปด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น

เทคนิคและวิธีเตรียมสอบ IELTS Listening: คู่มือรวม IELTS Listening ฉบับสมบูรณ์【ฉบับปี 2026】คู่มือรวมการเตรียมสอบและการสอบ IELTS – เทคนิคพิชิตข้อสอบและวิธีเรียนแบบครบวงจร【ฉบับปี 2026】

ก้าวแรกของการเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นจากการเลือกสภาพแวดล้อมที่ใช่

เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง