

การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษมีอยู่หลายรูปแบบ แต่การสอบที่เป็นที่รู้จักมากเป็นพิเศษ ได้แก่ TOEIC และ IELTS โดย TOEIC มักถูกนำไปใช้ในบริบทของการทำงาน เช่น การสมัครงานหรือการเลื่อนตำแหน่ง ในขณะที่ IELTS เป็นการสอบที่จำเป็นในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อต่างประเทศ การย้ายถิ่นฐาน หรือการขอวีซ่า
แม้เมื่อมองเผิน ๆ ทั้งสองการสอบจะดูเหมือนเป็น “การสอบวัดทักษะการฟัง” เช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบข้อสอบ เนื้อหา และทักษะที่จำเป็นต้องใช้นั้นแตกต่างกันอย่างมาก แม้แต่ผู้ที่ทำคะแนน TOEIC ได้สูงก็ยังพบกับความยากลำบากใน IELTS Listening ได้ไม่ใช่เรื่องแปลก
บทความนี้จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง TOEIC Listening และ IELTS Listening อย่างละเอียด พร้อมอธิบายแนวทางการเตรียมตัวที่ผู้เข้าสอบ IELTS ควรทำ
แม้ TOEIC Listening และ IELTS Listening จะเป็นการสอบแบบ “ฟังแล้วตอบ” เหมือนกัน แต่โครงสร้างข้อสอบและวิธีการตอบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก
กล่าวโดยสรุป TOEIC คือ “การสอบแบบเลือกตอบ” จากบทสนทนาสั้น ๆ ในขณะที่ IELTS คือ “การสอบแบบฟังแล้วเขียน” จากบทสนทนาหรือการบรรยายที่ยาวกว่า
ประเด็นความแตกต่าง: TOEIC ใช้ “ภาษาอังกฤษสำหรับข้อสอบที่ฟังง่าย” ในขณะที่ IELTS ใช้ “ภาษาอังกฤษที่สะท้อนชีวิตจริงและแวดวงวิชาการ” โดยเฉพาะ IELTS ที่ผู้เข้าสอบจำเป็นต้องคุ้นเคยกับความหลากหลายของสำเนียงและความเร็วในการพูด
กล่าวโดยสรุป TOEIC เน้น “การรับมือกับสถานการณ์การทำงานจริง” ในขณะที่ IELTS ต้องการ “ทักษะการฟังโดยรวมที่อิงจากชีวิตในต่างประเทศและชีวิตมหาวิทยาลัย” จึงทำให้ IELTS มีระดับความยากที่สูงกว่า
ความแตกต่างที่สำคัญ: TOEIC คือ “การสอบแบบเลือกคำตอบ” ส่วน IELTS คือ “การสอบแบบเขียนคำตอบ” ด้วยเหตุนี้ IELTS จึงไม่ได้วัดเพียงทักษะการฟังเท่านั้น แต่ยังวัดความสามารถในการสะกดคำ การจดบันทึก และสมาธิอีกด้วย
ประเด็นสำคัญ: TOEIC เน้นที่ “การจดจำรูปแบบและความคุ้นเคยกับข้อสอบแบบเลือกตอบ” เป็นหลัก ในขณะที่ IELTS ต้องการ “ทักษะเชิงปฏิบัติในการฟังและเขียนภาษาอังกฤษที่หลากหลาย”
ทั้ง TOEIC Listening และ IELTS Listening ต่างก็เป็นการสอบที่วัดความสามารถทางภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ทักษะที่จำเป็นและทิศทางของการสอบนั้นแตกต่างกันอย่างมาก
แม้แต่ผู้ที่ทำคะแนน TOEIC ได้สูงก็อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ ๆ เมื่อสอบ IELTS Listening การเตรียมตัวสอบ IELTS จึงไม่ใช่เพียงการฝึก “ทักษะการฟัง” เท่านั้น แต่ยังต้องฝึกฝน “ทักษะการเขียนตามคำบอก” “ความคุ้นเคยกับสำเนียงที่หลากหลาย” และ “สมาธิเชิงปฏิบัติ” ควบคู่กันไปด้วย
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการฟังของ TOEIC และ IELTS คืออะไร
TOEIC เป็นการสอบที่ตอบบทสนทนาหรือคำอธิบายสั้น ๆ ในรูปแบบเลือกตอบ ส่วน IELTS เป็นการสอบที่ครอบคลุมสถานการณ์หลากหลายตั้งแต่ชีวิตประจำวันไปจนถึงเชิงวิชาการ โดยเน้นการเขียนตอบเป็นหลัก ความหลากหลายของสำเนียงรวมถึงความแม่นยำในการจดบันทึกและเขียนตามคำบอกจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับ IELTS
การสอบไหนยากกว่ากัน
แม้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปแล้วผู้เข้าสอบส่วนใหญ่มักรู้สึกว่า IELTS ยากกว่า เนื่องจากเสียงเปิดเพียงครั้งเดียว มีสำเนียงที่หลากหลาย และการสะกดคำหรือใช้รูปพหูพจน์ผิดจะถือว่าตอบผิดทันที
เหตุใดผู้ที่ทำคะแนน TOEIC ได้สูงจึงยังพบความยากลำบากใน IELTS
เนื่องจาก TOEIC เป็นการสอบที่การเตรียมตัวแบบเน้นข้อสอบเลือกตอบให้ผลดี ในขณะที่ IELTS ต้องอาศัยกระบวนการฟัง → จับประเด็นสำคัญ → เขียนตอบอย่างถูกต้อง ซึ่งต้องใช้ทักษะที่แตกต่างออกไป
สามารถแปลงคะแนนระหว่าง TOEIC และ IELTS ได้หรือไม่
ไม่มีการแปลงคะแนนอย่างเป็นทางการ โดยทั่วไปผู้ที่ได้คะแนน TOEIC L&R ในช่วง 800-900 คะแนน มักท้าทาย IELTS ในระดับ 6.0-7.0 แต่ก็ไม่ได้เป็นการเทียบเคียงกันโดยตรง ควรกำหนดเป้าหมายคะแนน IELTS ที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ของคุณ (การศึกษาต่อหรือการย้ายถิ่นฐาน) แล้ววางแผนย้อนกลับจากเป้าหมายนั้น
ควรใช้เวลาเรียนโดยประมาณเท่าใด
ขึ้นอยู่กับระดับปัจจุบันและเป้าหมายของคุณ ตัวอย่างเช่น หากต้องการยกระดับจาก IELTS 5.5 เป็น 6.5 ควรวางแผนฝึกฝนอย่างเข้มข้นด้านการฟังประมาณ 150-250 ชั่วโมง (แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล)
ควรเตรียมตัวรับมือกับสำเนียงอย่างไร
ควรฝึกฟังสำเนียงอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดาอย่างตั้งใจ โดยเน้นฝึกฝนเรื่องชื่อสถานที่ คำนามเฉพาะ ตัวเลข และการสะกดคำ (เช่น รหัสไปรษณีย์หรือหมายเลขโทรศัพท์) พร้อมทั้งฝึก dictation และ shadowing ควบคู่กันไป
ควรฝึกการจดบันทึกอย่างไร
ควรฝึกอ่านคำถามล่วงหน้า แล้วฝึกเขียนเฉพาะคำนามเฉพาะ ตัวเลข วันที่ และคำเปรียบเทียบให้รวดเร็วในรูปแบบสัญลักษณ์ โดยไม่ต้องเขียนประโยคเต็ม สำหรับโจทย์แผนที่ ควรทบทวนคำบอกทิศทาง (north/south/east/west) และคำศัพท์เกี่ยวกับสถานที่สำคัญไว้ล่วงหน้า
จำเป็นต้องเตรียมตัวเรื่องการสะกดคำหรือไม่
จำเป็นอย่างยิ่ง ควรรวบรวมคำศัพท์ที่พบบ่อย (ชื่อสาขาวิชา สถานที่ อาชีพ คำคุณศัพท์ที่แปรรูป รูปพหูพจน์ คำที่มีเครื่องหมายขีด) แล้วฝึกเขียนทุกวัน โดยตั้งเป้าให้เขียนได้ถูกต้องตามหลักการสะกดคำจริง ไม่ใช่แค่เขียนตามเสียงที่ได้ยิน
ควรใช้สื่อการเรียนแบบใด
สำหรับ IELTS ควรใช้ชุดข้อสอบทางการ (Cambridge IELTS) เป็นหลัก แล้วทบทวนด้วย transcript ประกอบ ส่วนผู้ที่คุ้นเคยกับ TOEIC เป็นหลัก ทางลัดที่ดีที่สุดคือทำแบบฝึกหัดเล่มใดเล่มหนึ่งให้จบเพื่อทำความคุ้นเคยกับรูปแบบของ IELTS (เติมคำในช่องว่าง แผนที่ การเติมตาราง) ก่อน
เสียงจะเปิดกี่ครั้ง
สำหรับ TOEIC บางพาร์ทเปิดเพียงครั้งเดียว แต่ด้วยความเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบจึงยังพอมีช่องทางในการชดเชยได้ ส่วน IELTS โดยหลักการแล้วจะเปิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากพลาดฟังตรงไหนไปจะกู้คืนได้ยาก ดังนั้นการอ่านคำถามล่วงหน้าและการจดบันทึกจึงเป็นกุญแจสำคัญ
มีเคล็ดลับการบริหารเวลาในวันสอบจริงอย่างไร
ตั้งใจอ่านคำถามล่วงหน้าอย่างเต็มที่ (ตรวจสอบคำสำคัญของคำถามในส่วนถัดไป) จดชื่อ ที่อยู่ และตัวเลขทันทีที่ได้ยิน พร้อมทั้งจดหน่วยและรูปพหูพจน์ไปด้วย คำนึงถึงเวลาคัดลอกคำตอบ (ประมาณ 10 นาทีในกรณีสอบแบบกระดาษ) และเติมคำตอบให้ครบทุกช่องว่างเสมอ
หากทักษะการฟังหยุดนิ่งไม่พัฒนาต่อ ควรทำอย่างไร
อ่าน script อย่างละเอียดควบคู่กับการฝึก dictation เพื่อหาสาเหตุที่ฟังไม่เข้าใจ ฝึกฟังสำเนียงที่เป็นจุดอ่อน (เช่น สำเนียงออสเตรเลีย) ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่บ่อยครั้ง อัปเดตสมุดคำศัพท์ในหัวข้อที่พบบ่อย (การศึกษา การวิจัย การจอง การเดินทาง) อยู่เสมอ
เรียนด้วยตัวเองได้หรือไม่ จำเป็นต้องมีผู้สอนดูแลหรือไม่
การเรียนด้วยตัวเองก็สามารถไปถึงเป้าหมายได้ แต่หากต้องการยกระดับสู่ 6.5-7.0 ในระยะเวลาอันสั้น หรือความแม่นยำในการเขียนตามคำบอกไม่พัฒนาขึ้น การใช้บริการรับคำแนะนำที่เจาะจงจุดอ่อน (การโค้ชหรือการตรวจแก้) ควบคู่ไปด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น
เราสนับสนุนให้คุณบรรลุคะแนนเป้าหมายในเส้นทางที่สั้นที่สุด ด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวและข้อสอบจำลองรูปแบบเดียวกับการสอบจริง