

สวัสดีค่ะ ทีมงาน 3D ACADEMY ค่ะ ครั้งนี้เราขอแนะนำเรื่องราวการเรียนต่อต่างประเทศของคุณอายามิ ผู้ที่สั่งสมประสบการณ์ในต่างแดนมาแล้วถึงสามประเทศ ได้แก่ มอลตา ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ และยังคงมุ่งมั่นพยายามเพื่อความฝันของตนเองอยู่จนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของการเรียนต่อต่างประเทศของเธอ คือการไปเรียนภาษาระยะสั้นที่สาธารณรัฐมอลตาเมื่อ 2 ปีก่อน จากนั้นในระหว่างที่มองหาความเป็นไปได้สำหรับอนาคต เธอได้ท้าทายตัวเองด้วยการไปทำเวิร์กกิ้งฮอลิเดย์ที่ออสเตรเลีย แต่เมื่อไปถึงที่นั่น การทำงานกลับกลายเป็นสิ่งหลักในชีวิตประจำวัน ทำให้เธอตระหนักว่า “การจะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นได้จริง จำเป็นต้องตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง”
และในที่สุดเธอก็มาพบกับการเรียนตัวต่อตัวที่ 3D ACADEMY บนเกาะเซบู
“อยากตั้งใจให้มากกว่านี้ เพื่อให้พูดภาษาอังกฤษได้จริง อยากทำงานในต่างประเทศอย่างมั่นใจ”
ด้วยความตั้งใจนี้ในใจ คุณอายามิจึงเริ่มต้นการท้าทายครั้งใหม่ที่เกาะเซบู
บทความนี้จะเจาะลึกถึงชีวิตจริงในสามประเทศที่เธอได้สัมผัส รวมถึงข้อคิด บทเรียน และการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับจากประสบการณ์เหล่านั้นอย่างละเอียด สำหรับคุณที่มีความฝันอยาก “พูดภาษาอังกฤษให้ได้” หรือ “อยากลองทำงานในต่างประเทศ” เรื่องราวนี้จะมอบทั้งแรงบันดาลใจและความกล้าให้กับคุณ
เมื่อ 2 ปีก่อน ประเทศแรกที่คุณอายามิเดินทางไปเยือนพร้อมพาสปอร์ตเล่มแรกในชีวิต คือสาธารณรัฐมอลตา ประเทศเกาะเล็ก ๆ ในยุโรป
ในตอนนั้นเธอไม่มั่นใจทั้งเรื่องภาษาอังกฤษและการใช้ชีวิตในต่างแดน มีเพียงความรู้สึกว่า “อยากลองไปสักครั้งให้ได้” เท่านั้นที่ผลักดันให้เธอก้าวออกไป
“การ ‘ใช้ชีวิตโดยใช้ภาษาอังกฤษ’ มันหมายความว่าอะไรกันนะ คำถามนี้วนอยู่ในหัวฉันตลอด แต่ถ้าอยู่ที่ญี่ปุ่นก็คงไม่มีอะไรเริ่มต้นขึ้น เลยอยากลองกระโดดเข้าไปดูสักครั้ง”
ชีวิตที่มอลตานั้น เธอบอกว่าได้รับแรงกระตุ้นมากมายจากการพูดคุยกับคนท้องถิ่นและเพื่อนร่วมชั้นเรียน มากกว่าจากบทเรียนในโรงเรียนสอนภาษาเสียอีก
สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษคือทักษะภาษาอังกฤษและ “ความกระตือรือร้น” ของนักเรียนชาวยุโรป
“ถ้ามีคำถาม พวกเขาก็จะยกมือถามทันที และการแสดงความคิดเห็นต่ออาจารย์ก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนฉันเองพยายามจะพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้องมากเกินไป จนพูดออกมาไม่ค่อยได้... ทำให้รู้สึกว่านิสัยขี้อายแบบคนญี่ปุ่นมันฝังอยู่ในตัวฉันจริง ๆ”
แม้จะเป็นการพำนักในระยะสั้น แต่สำหรับเธอแล้ว การเรียนต่อที่มอลตาก็กลายเป็นประสบการณ์จุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้ตระหนักว่า “การใช้ชีวิตในต่างแดนนั้นต้องอาศัยทั้งทักษะภาษาและความกล้าแสดงออก”
หลังจบการเรียนต่อระยะสั้นที่มอลตา คุณอายามิเริ่มมีความรู้สึกว่า “อยากพำนักในต่างแดนให้นานขึ้น เพื่อลองทดสอบความเป็นไปได้ของตัวเอง”
อยากพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ อยากลองทำงานท่ามกลางวัฒนธรรมที่แตกต่าง และอยากทำให้ภาพความฝันอันคลุมเครือที่ว่า “อยากทำอะไรสักอย่าง” ในอนาคต ชัดเจนขึ้นอีกนิด
ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ สิ่งที่เธอเลือกต่อไปคือการทำเวิร์กกิ้งฮอลิเดย์ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
“ก่อนไป พูดตรง ๆ ว่ายังไม่รู้แน่ชัดว่า ‘อยากทำอะไร’ มีเพียงความรู้สึกที่ว่า ‘อยากให้ชีวิตของตัวเองเข้าใกล้ต่างแดน’ ที่แรงกล้ามาก ออสเตรเลียขอวีซ่าง่าย อากาศอบอุ่น แถมยังใช้ชีวิตไปพร้อมกับทำงานได้ จึงเป็นเสน่ห์สำหรับฉัน”
ตอนเริ่มคิดเรื่องเวิร์กกิ้งฮอลิเดย์ ตัวเลือกที่มีคือแคนาดาและออสเตรเลีย ทั้งสองประเทศต่างมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง แต่สุดท้ายเธอเลือกออสเตรเลียเพราะ “สภาพอากาศ” และ “บรรยากาศของผู้คน”
“แคนาดาเป็นที่นิยมมาก แต่ฉันไม่ถนัดอากาศหนาว (หัวเราะ) ส่วนออสเตรเลียขอวีซ่าที่สองได้ง่าย แถมได้ยินมาว่ามีคนจากยุโรปมาเยอะ ก็เลยถูกดึงดูดด้วยบรรยากาศที่เป็นนานาชาติด้วย”
ที่ซิดนีย์ เธอเริ่มจากการเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาเป็นเวลา 2 เดือน จากนั้นก็เริ่มใช้ชีวิตโดยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย
งานพนักงานเสิร์ฟนั้นยุ่งกว่าที่คิดไว้มาก ทุกวันเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการให้บริการลูกค้าในสภาพแวดล้อมที่ยังไม่คุ้นเคย
“แค่ทำความเข้าใจสิ่งที่เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ แล้วปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ก็สุดกำลังแล้ว ช่วงแรกสมองต้องทำงานหนักตลอดเวลาจริง ๆ”
แต่แม้ว่าระหว่างทำงานเธอจะค่อย ๆ สั่งสม “ความสามารถในการใช้ชีวิตในต่างแดน” ขึ้นมาทีละน้อย แต่เธอกลับบอกว่าไม่ค่อยรู้สึกว่า “พูดภาษาอังกฤษได้” ขึ้นมาสักเท่าไร
“บทสนทนากับลูกค้าก็ใช้สำนวนซ้ำ ๆ เป็นส่วนใหญ่ แถมพนักงานด้วยกันเองก็มักจะพูดภาษาแม่ของตัวเองกันมากกว่า รู้สึกเหมือนใช้ภาษาอังกฤษอยู่ แต่จริง ๆ แล้วแทบไม่ได้ใช้เลย”
นอกจากนี้ การที่ลูกค้าชาวออสเตรเลียมีจำนวนน้อยกว่าที่จินตนาการไว้ ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเสียดายในแง่ของการเรียนภาษาอังกฤษเช่นกัน
“ลูกค้าชาวจีนเยอะที่สุด รองลงมาคือชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่น ส่วนลูกค้าชาวออสเตรเลียนั้นแทบไม่ค่อยมาเลย”
โรงเรียนสอนภาษาก็จบลงภายใน 2 เดือน หลังจากนั้นชีวิตก็หมุนอยู่กับการทำงานเป็นหลัก แม้เวิร์กกิ้งฮอลิเดย์ที่ออสเตรเลียจะเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ แต่ความรู้สึก “อยากเรียนภาษาอังกฤษให้จริงจังกว่านี้” กลับยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกวัน
“ระหว่างทำงาน ความรู้สึกอึดอัดใจแบบ ‘อยากพูดมากกว่านี้แต่พูดไม่ออก’ หรือ ‘อธิบายให้ชัดเจนไม่ได้’ มันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ... ในที่สุดก็คิดได้ว่า ภาษาอังกฤษนั้น ‘ถ้าไม่ตั้งใจเรียนจริงจังก็ไม่มีทางเก่งขึ้นได้’”
โดยเฉพาะความรู้สึกวิกฤตต่อทักษะการพูดที่ทวีความรุนแรงขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเริ่มมองหาที่เรียนต่อแห่งต่อไป นั่นคือ 3D ACADEMY ที่ประเทศฟิลิปปินส์
เพราะได้สัมผัสกับความยากลำบากของการทำงานโดยใช้ภาษาอังกฤษมาแล้ว คุณอายามิจึงอยากให้การเรียนต่อครั้งต่อไปมุ่งเน้นไปที่การ “พูดให้ได้”
“ที่ออสเตรเลีย ฉันรู้สึกถึง ‘ความจำเป็น’ ของภาษาอังกฤษอย่างมาก แต่กลับไม่รู้สึกถึง ‘การเติบโต’ เลย ดังนั้นครั้งต่อไป ฉันจึงอยากได้ ‘ความรู้สึกที่ว่าตัวเองเก่งขึ้นจริง ๆ’”
เมื่อปรึกษากับตัวแทน โดยบอกความต้องการว่า “อยากได้โรงเรียนที่มีบทเรียนตัวต่อตัวเยอะ ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก และมีบรรยากาศที่เป็นนานาชาติ” สิ่งที่ถูกแนะนำเป็นอันดับแรกก็คือ 3D ACADEMY
“จริง ๆ แล้ว เพื่อนของฉันเคยไปเรียนที่ 3D มาก่อน ได้ยินมาว่าสนุกมาก ก็เลยคิดว่า ‘อ๋อ อาจจะเป็นที่นี่แหละ’”
จากประสบการณ์เวิร์กกิ้งฮอลิเดย์ ทำให้คุณอายามิมีความตั้งใจที่แรงกล้าขึ้นว่า “อยากเรียนภาษาอังกฤษให้จริงจังกว่านี้” จากบรรดาโรงเรียนสอนภาษาหลายแห่ง สิ่งที่เธอเลือกคือ 3D ACADEMY บนเกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์
“ค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงมาก แถมยังเน้นเรียนตัวต่อตัวเป็นหลัก ทำให้เรียนได้อย่างเข้มข้นแม้ในระยะเวลาสั้น ๆ และเพราะมีเพื่อนแนะนำด้วย จึงตัดสินใจได้อย่างสบายใจ”
ในวินาทีที่ก้าวลงจากเครื่องบิน ท้องฟ้าสีครามสดใสและบรรยากาศเมืองที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ ทำให้คุณอายามิรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
สำหรับคุณอายามิที่มีประสบการณ์เรียนต่อและพำนักในยุโรปและโอเชียเนียมาก่อน ฟิลิปปินส์คือประเทศที่ไม่เคยไปเยือนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ตอนแรกก็มีความกังวลว่า ‘จะใช้ชีวิตได้จริงหรือเปล่านะ’ แต่พอมาถึงจริง ๆ ผู้คนในเมืองกลับเป็นกันเองมาก จนรู้สึกกลมกลืนได้อย่างรวดเร็ว”
เมื่อได้สัมผัสกับความ “ผ่อนคลาย” อันเป็นเอกลักษณ์ของฟิลิปปินส์ และความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ที่โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มข้างถนน เธอรู้สึกว่า “ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ บางทีเราอาจจะแสดงตัวตนของตัวเองออกมาได้มากขึ้น”
คลาสเรียนของ 3D ทั้งหมดเป็นแบบ “ตัวต่อตัว” มากกว่าความอาย คือสมาธิและความรู้สึกอุ่นใจ
จุดเด่นที่สุดของ 3D ACADEMY ก็คือจำนวนบทเรียนตัวต่อตัวที่มีมากมาย คุณอายามิบอกว่าเธอถูกดึงดูดใจด้วยรูปแบบการเรียนแบบนี้อย่างมาก
“ถ้าเป็นเรียนกลุ่ม ต้องรอคิวพูด แล้วก็คอยกังวลว่า ‘ถ้าพูดผิดจะทำยังไง’ แต่ถ้าเป็นเรียนตัวต่อตัว มันคือ ‘เวลาที่มีไว้เพื่อฉันคนเดียว’ จึงมีสมาธิได้ง่ายกว่า”
ในบทเรียนจริง เน้นด้านการพูดเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการเรียนคำศัพท์ สำนวน ไวยากรณ์ และบทสนทนาในชีวิตประจำวันอย่างครบถ้วน การได้จับคู่พูดคุยกับครูอย่างเข้มข้นมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทีละน้อย
สิ่งที่คุณอายามิรู้สึกว่าน่าสนใจ คือ “การออกนอกเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นระหว่างเรียน
“ในคาบเรียนวันต้นสัปดาห์ พอคุยกันว่า ‘สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง’ บทสนทนาก็ยิ่งสนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้ตัวอีกทีคาบเรียนก็กลายเป็นการพูดคุยแบบอิสระไปเลยก็มี (หัวเราะ)”
แต่ “บทสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ” นั้นเอง คือโอกาสทองในการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษ เป็นการโต้ตอบภาษาอังกฤษที่สมจริง ซึ่งไม่มีอยู่ในตำราเรียน คำศัพท์ที่ไม่รู้จัก สำนวนที่ไม่เคยใช้ ได้ยินตรงนั้นแล้วลองเลียนแบบทันที
“การจดจำผ่านการพูดคุยจริง ๆ มันติดตัวได้ขนาดนี้เลยเหรอ ฉันคิดแบบนั้นเลย”
ผ่านไปหลายสัปดาห์นับตั้งแต่เริ่มชีวิตเรียนต่อที่ 3D คุณอายามิที่ตอนแรกยังตื่นเต้นอยู่ ก็เริ่มมี “สัญญาณของการเปลี่ยนแปลง” ปรากฏขึ้นทีละน้อย
“ตอนคุยกับครู มีช่วงที่รู้สึกว่า ‘เอ๊ะ ตอนนี้ฉันพูดออกมาได้โดยไม่ติดขัดเลย’ แต่ก่อนหน้านี้ต่อให้มีสิ่งที่อยากพูด ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะหาคำศัพท์เจอ แต่ช่วงหลังคำพูดเริ่มออกมาเองอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว”
ยิ่งไปกว่านั้น ผลคะแนนจากแบบทดสอบวัดระดับยังเพิ่มขึ้นถึง 70 คะแนน ซึ่งมันไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เชื่อมโยงไปสู่ความรู้สึกที่มั่นใจว่า “สิ่งที่ตัวเองพยายามทำมา กำลังสั่งสมอยู่ในตัวจริง ๆ”
สำหรับคุณอายามิแล้ว บทเรียนที่ 3D ไม่ใช่ “หน้าที่” แต่เป็นช่วงเวลาที่นำไปสู่ “ความรู้สึกอิ่มเอมในแต่ละวัน”
“ครูทุกคนร่าเริงมาก ทำให้ฉันดีใจที่ได้เรียนไปพร้อมกับหัวเราะไปด้วยกัน สภาพแวดล้อมที่เรียนรู้ได้อย่างเป็นบวกขนาดนี้ ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นคงหาไม่ค่อยได้”
หลังจบคาบเรียนช่วงเช้า เธอก็ไปฟิตเนสบ้าง ดูหนังบ้าง จนกลายเป็นนิสัยที่เรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่ว่าชีวิตทั้งชีวิตเชื่อมโยงกับภาษาอังกฤษ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา
เมื่อชีวิตเรียนต่อที่เกาะเซบูผ่านไปได้สักระยะ “ภาษาอังกฤษ” ก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคุณอายามิอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่คาบเรียนเท่านั้น การดูหนัง การออกกำลังกายที่ฟิตเนส การพูดคุยกับครู การช้อปปิ้ง การท่องเที่ยว ทุกอย่างล้วนกลายเป็น “สนามฝึกซ้อมจริง” ที่ช่วยพัฒนาทักษะภาษา
“พอรู้ตัวอีกที ชีวิตทั้งชีวิตก็กลายเป็น ‘การฝึกสัมผัสภาษาอังกฤษ’ ไปแล้ว ทุกวันจะมี ‘ช่วงเวลาที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ’ อยู่เสมอ และก็เก่งขึ้นเองโดยธรรมชาติ”
เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและคลังคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น สิ่งที่คุณอายามินำมาใช้อย่างจริงจังคือการดูภาพยนตร์ เป็นนิสัยที่ครูแนะนำให้เริ่ม แต่เธอบอกว่ารู้สึกถึงผลลัพธ์ได้ในเวลาไม่นาน
“ประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ฉันจะไปโรงหนังใกล้โรงเรียน ราคาถูก คนไม่แน่น แถมยังมีซับไตเติลภาษาอังกฤษให้ดูด้วย ดีมากเลย”
ภาษาอังกฤษที่มีชีวิตในภาพยนตร์คือขุมทรัพย์แห่ง “สำนวนที่สมจริง” ที่หาไม่ได้จากตำราเรียน จริง ๆ แล้ว ระหว่างคาบเรียนก็เคยมีประสบการณ์ว่า “วลีที่เจอในหนังที่ดูเมื่อวานปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง!”
“พอถึงตอนที่คิดได้ว่า ‘อ๋อ สำนวนนี้เพิ่งได้ยินเมื่อวานนี่เอง!’ ภาษาอังกฤษมันก็เริ่มเชื่อมโยงกัน ฉันรู้สึกว่าดีที่ได้จดจำด้วยความรู้สึก ไม่ใช่แค่ด้วยสมองเพียงอย่างเดียว”
คุณอายามิไปฟิตเนสที่ห้าง JY Mall ใกล้โรงเรียนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การได้ออกกำลังกายไม่เพียงช่วยคลายเครียดและรักษาสุขภาพเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสถานการณ์ใหม่ ๆ ในการใช้ภาษาอังกฤษด้วย
“ทั้งบทสนทนาสั้น ๆ กับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ฟิตเนส และตอนที่เขาสอนวิธีใช้เครื่องออกกำลังกาย ก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ได้นึกถึงสำนวนที่เคยเรียนมาแล้วเอามาใช้จริง กลายเป็นการทบทวนที่ดีมาก”
กุญแจสู่ความสำเร็จของการเรียนภาษาอยู่ที่ “การใช้เวลานอกคาบเรียนอย่างไร”
คุณอายามิตั้งใจที่จะ “ใช้สำนวนที่เรียนมาในวันนั้นเลย” การพูดคุยเพิ่มเติมกับครู การสนทนาภาษาอังกฤษกับเพื่อนร่วมห้อง การพูดคุยกับสตาฟฟ์ ทั้งหมดล้วนกลายเป็นสนามฝึกฝน
“ตั้งใจว่าวันนี้จะใช้คำนี้ให้ได้ พอได้ใช้จริง ๆ ก็ดีใจมาก อัตราการจดจำมันต่างกันไปเลย”
เมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือนครึ่งนับตั้งแต่มาถึงเกาะเซบู คุณอายามิสังเกตเห็นว่า “มีบางอย่างเปลี่ยนไป” ในตัวเธอเอง
“แม้แต่ตอนจดโน้ต ก็เริ่มเขียนเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้นแทนที่จะเป็นภาษาญี่ปุ่น อาจจะนี่แหละที่เรียกว่า ‘คิดเป็นภาษาอังกฤษ’”
แต่ก่อนหน้านี้ แม้จะได้ยินคำศัพท์ที่ครูพูด ก็จดโน้ตไม่ทันหรือความหมายยังคลุมเครือ แต่ตอนนี้เธอบอกว่าสามารถเขียนได้อย่างลื่นไหลแล้ว
สุดท้ายนี้ สิ่งที่คุณอายามิได้เรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจาก 3D คือ “การเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้มีแค่ความยากลำบากและความพยายามเท่านั้น”
“ที่ 3D การ ‘เรียนอย่างสนุกสนาน’ เกิดขึ้นได้จริง ระหว่างที่พูดคุยหัวเราะไปกับครูที่ถูกคอกัน ก็มีหลายครั้งที่รู้สึกว่า ‘เอ๊ะ ฉันพูดได้ดีขึ้นกว่าเมื่อกี้แล้วนี่’”
วันธรรมดาเต็มไปด้วยคาบเรียนตัวต่อตัวที่แน่นเอี้ยด มุ่งมั่นกับการเรียนภาษาอังกฤษ ท่ามกลางตารางเช่นนี้ วันหยุดสุดสัปดาห์จึงเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่สำคัญมากสำหรับคุณอายามิ
ที่เกาะเซบูมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไป เช่น SM Mall และ Ayala Mall คุณอายามิเองก็มักจะออกไปช้อปปิ้งกับเพื่อน ๆ อยู่บ่อยครั้ง
นอกจากนี้ เธอยังใช้วันหยุดสุดสัปดาห์เดินทางไปเที่ยวที่ออสลอบและโบราไกย์ด้วย
“ที่ออสลอบได้ว่ายน้ำกับฉลามวาฬ เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ประทับใจมาก รู้สึกอย่างจริงใจเลยว่าธรรมชาตินั้นน่าทึ่งจริง ๆ”
สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษคือวันเกิดที่ได้ใช้เวลาบนเกาะโบราไกย์ ชายหาดทรายขาวสะอาด ทะเลใสราวกระจก และพระอาทิตย์ตกที่งดงามจนต้องเบิกตากว้าง ที่นั่นคือ “สวรรค์ในภาพวาด” อย่างแท้จริง
“สวยงามจนคิดว่าสถานที่แบบนี้มีอยู่จริงบนโลกเลยเหรอ แถมคนท้องถิ่นยังช่วยกันฉลองให้ด้วย... ความอบอุ่นนั้นทำให้ฉันเกือบร้องไห้เลยค่ะ”
ในทางกลับกัน ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในฟิลิปปินส์ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกสั่นสะเทือนใจเช่นกัน นั่นคือการได้เห็นเด็กเร่ร่อนข้างถนนจำนวนมากในเมืองโบราไกย์
“ตอนแรกก็ตกใจว่า ‘ทำไมถึงมีเยอะขนาดนี้นะ...’ แต่พอสบตากับเด็ก ๆ แล้วพวกเขายิ้มให้ ก็คิดได้ว่า ‘อ๋อ การที่ฉันคิดว่าน่าสงสารนั้น อาจเป็นความหยิ่งผยองของตัวฉันเองก็ได้’”
“ครั้งหน้าที่ได้มาเกาะเซบูอีก คิดว่าอยากกลับมาในฐานะอาสาสมัครดูบ้าง”
วันเวลาที่ 3D ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ทางภาษาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ “วิถีการใช้ชีวิต” และ “คุณค่าที่ยึดถือ” ของคุณอายามิเองด้วย
“ฉันรู้สึกได้จริง ๆ ว่าภาษาอังกฤษคือ ‘เครื่องมือ’ พอพูดได้แล้ว ในที่สุดก็เริ่มคิดต่อไปได้ว่า ‘ตัวเองอยากทำอะไรกันแน่’”
ในบรรดาชีวิตเรียนต่อที่ 3D ACADEMY สิ่งหนึ่งที่ประทับใจคุณอายามิมากที่สุด คือความสัมพันธ์กับครูชาวฟิลิปปินส์
“การออกเสียงชัดเจน ความเร็วในการพูดก็ไม่เร็วเกินไป เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นมือใหม่ก็ฟังได้อย่างสบายใจ และยังเชื่อมโยงไปสู่ความมั่นใจว่า ‘เอ๊ะ ฉันอาจจะเข้าใจอยู่นะ’”
“ไม่ใช่แค่สอนอย่างเดียว แต่ยังมีความใส่ใจแบบ ‘หัวเราะไปด้วยกัน’ ‘คุยเล่นเบา ๆ เพื่อให้ผ่อนคลาย’ ซึ่งทำให้ฉันดีใจมาก”
“แม้แต่วันที่ฉันเหนื่อยนิด ๆ หรือวันที่อารมณ์ไม่ค่อยดี ครูก็สังเกตได้ทันที แล้วถามว่า ‘วันนี้เรียนเบา ๆ กันไหม’”
“การได้คุยกับครูเป็นเรื่องที่รอคอย” เท่ากับ “การใช้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่รอคอย”
“แค่คิดว่า ‘วันนี้เรียนกับครู ○○ นี่นา’ ก็รู้สึกมีแรงขึ้นมาแล้ว การเรียนภาษาอังกฤษเปลี่ยนจาก ‘หน้าที่’ กลายเป็น ‘ความสนุก’ ไปเรื่อย ๆ”
“ภาษาอังกฤษของครูเข้าใจง่ายมาก แต่ก็มีความกังวลนิด ๆ ว่าพอกลับไปออสเตรเลีย จะฟังภาษาอังกฤษของเจ้าของภาษาไม่ออกอีกหรือเปล่า”
“ก็เลยคิดว่า ลำดับที่ว่า ‘ปูพื้นฐานที่ฟิลิปปินส์ แล้วไปฝึกใช้จริงที่ออสเตรเลีย’ น่าจะเหมาะกับตัวเองพอดี”
“แม้สัญชาติและวัฒนธรรมจะแตกต่างกัน แต่การได้รู้ว่าเราสามารถพูดคุยกันได้ด้วยความรู้สึกที่ ‘อยากสื่อสาร’ เพียงอย่างเดียว อาจเป็นสิ่งที่ฉันได้รับมากที่สุดก็ได้”
เมื่อวันเวลาที่ 3D ACADEMY ใกล้จะสิ้นสุดลง ในใจของคุณอายามิก็เริ่มมี “ความฝัน” ที่ชัดเจนขึ้นมาอย่างหนึ่ง นั่นคือวิสัยทัศน์ที่ว่า “อยากเปิดร้านกาแฟของตัวเองที่ออสเตรเลีย”
“ตอนแรกมีแค่ความรู้สึกคลุมเครือว่า ‘อยากลองทำอะไรสักอย่างในต่างแดน’ แต่ตอนนี้เริ่มคิดได้ว่า ‘อยากสร้างพื้นที่ของตัวเอง เป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน’”
“อยากให้มีสถานที่แบบนั้น ที่คนซึ่งกำลังคิดว่า ‘ยังไม่มั่นใจแต่อยากพยายาม’ เหมือนตัวฉันในตอนนั้น สามารถแวะมาพักผ่อนและได้พูดคุยกับใครสักคน”
“อยากถ่ายทอดความรู้สึกที่ว่า พอพูดภาษาอังกฤษได้ โลกจะกว้างขึ้นขนาดนี้เลย ให้กับคนอีกหลาย ๆ คน ถ้าร้านกาแฟของตัวเองสามารถเป็น ‘ประตูทางเข้า’ สู่สิ่งนั้นได้ ฉันคงดีใจมาก”
“ทั้งภาษาอังกฤษและความรู้ด้านธุรกิจ ล้วนยังต้องเรียนรู้ต่อไปนับจากนี้ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มคิดได้แล้วว่า ไม่ใช่ ‘ยังไงก็คงเป็นไปไม่ได้’ แต่เป็น ‘จะทำอย่างไรถึงจะเป็นไปได้’ แทน”
“อยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้ แต่ก็มีความกังวลอยู่” “สนใจต่างแดน แต่ลงมือทำไม่ได้สักที” “อยากเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ไหม”
ต่อคนที่มีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในใจ คุณอายามิฝากข้อความไว้ดังนี้
“การมีความกังวลเป็นเรื่องปกติมากค่ะ ฉันเองก็คิดมาตลอดว่า ‘คนแบบฉันจะไปอยู่ต่างแดนได้จริงเหรอ’ แต่พอได้ลงมือทำจริง ๆ โลกกลับใจดีกว่าที่คิดไว้ และก็มีโอกาสรออยู่จริง ๆ ด้วย”
“มีทั้งวันที่พูดสิ่งที่อยากพูดไม่ออก และวันที่ขี้เกียจทำการบ้าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การได้รู้สึกทีละน้อยว่า ‘ตัวเองทำได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน’ นั้นสำคัญมาก”
“ในกระบวนการเรียนภาษาอังกฤษ ฉันเริ่มคิดว่า ‘ตัวเองชอบอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน’ พอได้สัมผัสบรรยากาศต่างแดน รู้สึกว่าโลกของตัวเองกว้างขึ้นในทันที”
“อย่าใช้ข้ออ้างที่ว่า ‘พูดภาษาอังกฤษไม่ได้’ มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ไปเลยนะคะ พอไปแล้ว ก็จะทำได้เอง สิ่งสำคัญคือการ ‘ลองไปดู’ ด้วยตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทุกอย่างจะเริ่มต้นจากตรงนั้น”
ผ่านประสบการณ์ในต่างแดนถึงสามประเทศ คุณอายามิไม่ได้ทบทวนแค่เรื่องภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังทบทวน “วิถีการใช้ชีวิตของตัวเอง” ด้วย
“ความกว้างใหญ่ของโลก” ที่ได้รู้จักครั้งแรกที่มอลตา “กำแพงภาษาอังกฤษและความเป็นจริง” ที่ได้สัมผัสที่ออสเตรเลีย และ “ความสนุกในการเรียนรู้พร้อมกับความมั่นใจที่เริ่มก่อตัวขึ้น” ที่ได้พบที่เกาะเซบู
ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันเป็นเส้นสายเดียวในใจเธอ และผลักดันความฝันที่ว่า “อยากเปิดร้านกาแฟที่ออสเตรเลีย” ให้ก้าวไปข้างหน้า
“ฉันยังอยู่ระหว่างทาง แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปได้จริง ๆ เพราะมีความรู้สึกมั่นใจตรงนี้ ฉันจึงอยากท้าทายตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ”
การเรียนต่อที่ 3D ACADEMY สำหรับเธอแล้ว ไม่ใช่ “เส้นชัย” แต่เป็น “จุดเริ่มต้น”
ขอบคุณคุณอายามิมากๆ ที่แบ่งปันประสบการณ์อันแสนวิเศษนี้ ทีมงานทุกคนขอเป็นกำลังใจให้กับอนาคตของคุณอย่างสุดหัวใจค่ะ!
ปรึกษาฟรีเกี่ยวกับการเลือกคอร์ส ค่าใช้จ่าย และช่วงเวลาเรียนต่อ โดยปกติเราจะตอบกลับภายใน 1-2 วันทำการ