หน้าแรก > แกลเลอรี่ & บล็อก > เรื่องราวประสบการณ์เรียนต่อต่างประเทศ > รีเซ็ตทั้งงานและชีวิตใหม่ทั้งหมด! คุณ Michelle อดีตพยาบาลเล่าประสบการณ์ 3 เดือนที่เกาะเซบู
Student Voices

รีเซ็ตทั้งงานและชีวิตใหม่ทั้งหมด! คุณ Michelle อดีตพยาบาลเล่าประสบการณ์ 3 เดือนที่เกาะเซบู

20 มกราคม 2020 Shin

รีเซ็ตทั้งงานและชีวิตใหม่ทั้งหมด! คุณ Michelle อดีตพยาบาลเล่าประสบการณ์ 3 เดือนที่เกาะเซบู
บทที่ 1

ยุคพยาบาลที่ถึงขีดจำกัด | ความไม่มั่นใจที่ว่า “ชีวิตนี้จะต้องเป็นแบบนี้ไปตลอดหรือเปล่า”

“พอรู้ตัวอีกทีก็ทำงานมาได้ 4 ปีแล้วค่ะ ทั้งที่คิดอยู่ตลอดว่าจะลาออก จะลาออก”

ช่วงเวลาที่คุณมิเชลทำงานเป็นพยาบาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การทำงานในหอผู้ป่วยเป็นการสลับกันระหว่างเวรกลางวันและเวรกลางคืนอยู่ตลอด ทั้งร่างกายและจิตใจต่างอยู่ในสภาพที่จวนจะไปไม่ไหว นอกจากนี้ความสัมพันธ์ในที่ทำงานก็ไม่ได้ราบรื่นนัก ทุกครั้งที่มีใครลาออก ภาระงานของคนที่เหลือก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เธอบอกว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนแบบนี้ และคิดอยู่เสมอว่า “อยากลาออกแล้วจริง ๆ”

ถึงอย่างนั้น ด้วยความเป็นอาชีพพยาบาล เธอบอกว่าในใจมักมีความรู้สึกว่า “ลาออกง่าย ๆ ไม่ได้หรอก” อยู่เสมอ “ทั้งที่อุตส่าห์สอบใบประกอบวิชาชีพมาได้” “รู้สึกผิดต่อคนไข้” “คนรอบข้างก็พยายามกันมากกว่านี้อีก” เธอถูกผูกมัดด้วยแนวคิด “ควรจะต้อง” เหล่านี้ จนต้องกดความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ในทุก ๆ วัน

“แต่แล้ววันหนึ่ง พอมองดูตัวเองในกระจกโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็รู้สึกขึ้นมาว่า ‘ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ชีวิตนี้อาจจะจบลงแบบนี้เลยก็ได้’ ชีวิตที่มีแต่งาน วนเวียนไปมาระหว่างที่ทำงานกับบ้านทุกวัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย พอคิดว่าจะต้องเป็นแบบนี้ไปอีก 10 ปี 20 ปี ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเลยค่ะ”

การเป็นพยาบาลในฐานะอาชีพนั้นเป็นงานที่ภาคภูมิใจได้ แต่กับคำถามที่ว่า “งานนี้ทำให้ชีวิตของตัวเองมีความสุขหรือเปล่า” เธอกลับตอบไม่ได้อย่างชัดเจน ยิ่งทำเพื่อ “คนอื่น” ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองสึกกร่อนลงไปทุกที

ในช่วงเวลานั้นเอง ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในใจเธอคือความตั้งใจอันแรงกล้าที่ว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็อยากเปลี่ยนตัวเองในตอนนี้” “อยากรีเซ็ตชีวิตสักครั้ง” แต่ในตอนนั้นเธอยังไม่มีแผนเลยว่าหลังลาออกจะทำอะไรต่อ “ตอนนั้นคิดได้แค่ว่า ‘อยากออกจากสภาพแวดล้อมตอนนี้ไปให้ได้’ เท่านั้นจริง ๆ ค่ะ”

และการ “หลุดพ้น” ครั้งนั้นเอง ในที่สุดก็นำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ นั่นคือการเรียนต่อต่างประเทศที่เกาะเซบู

บทที่ 2

จุดเปลี่ยนเริ่มจากโฆษณาบนรถไฟ | ตัวเลือกการเรียนต่อต่างประเทศผุดขึ้นในความคิด

“แค่นั่งโยกไปมาบนรถไฟเฉย ๆ ค่ะ แต่ช่วงเวลานั้นยังจำได้จนถึงทุกวันนี้”

แม้คุณมิเชลจะตัดสินใจลาออกจากงานพยาบาลแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าหลังลาออกจะทำอะไรต่อไป ไม่ได้มีสิ่งที่อยากทำเป็นพิเศษ มีเพียงความรู้สึกว่า “อยากออกจากที่นี่” เท่านั้นที่อยู่ในใจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง โฆษณาภายในรถไฟที่นั่งหลังเลิกงาน ก็เข้ามาอยู่ในสายตาของเธอ ข้อความในโฆษณานั้นเขียนไว้ว่า

“คุณอยากลองเปลี่ยนชีวิตที่ต่างแดนดูไหม”

“เอ๊ะ ต่างประเทศเหรอ เรียนต่อต่างประเทศเหรอ” ประโยคเดียวนั้นแปลกที่มันเข้ามาอยู่ในใจของเธออย่างง่ายดาย

“ก่อนหน้านั้น คิดว่าการเรียนต่อต่างประเทศเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย คิดว่ามันเป็นโลกของคนที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ไม่เกี่ยวกับเราหรอก แต่วันนั้นไม่รู้ทำไม กลับรู้สึกขึ้นมาว่า ‘อ๊ะ อาจจะเป็นไปได้นะ...’”

พอกลับถึงบ้านคุณมิเชลก็เริ่มค้นหาด้วยสมาร์ตโฟนทันทีด้วยคำว่า “คนทำงานเรียนต่อต่างประเทศ” “เรียนภาษาอังกฤษต่างแดน” เป็นต้น พอรู้ตัวอีกที ก็อ่านบล็อกและประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศไปหลายชั่วโมงแล้ว และยิ่งอ่านมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกที่ว่า “นี่อาจเป็นสิ่งที่ท้าทายได้จริง ๆ” ก็ยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อย ๆ

“จริง ๆ แล้วตั้งแต่สมัยเรียน ก็มีความใฝ่ฝันอยู่เสมอว่าอยากพูดภาษาอังกฤษได้ แต่โรงเรียนพยาบาลก็ยุ่งมาก พอเริ่มทำงานก็ยิ่งไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้นเลย... ความรู้สึกนั้นถูกลืมไปนาน แต่ก็คิดขึ้นมาว่า ‘ตอนนี้อาจจะทำได้นะ’ ค่ะ”

นับตั้งแต่นั้นมา ประวัติการค้นหาในสมาร์ตโฟนของเธอก็เต็มไปด้วยคำว่า “เรียนต่อต่างประเทศ” ปลายทาง ค่าใช้จ่าย โรงเรียน การใช้ชีวิต ความปลอดภัย...แม้จะมีความกังวลอยู่มากมาย แต่ความรู้สึกตื่นเต้นที่ว่า “อยากเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ” กลับมีมากกว่า

และแล้ววันหนึ่ง คำที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจก็คือ “เรียนต่อที่เกาะเซบู”

“เอ๊ะ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษด้วยเหรอ แล้วยังราคาถูกอีกต่างหาก”

นับจากตรงนั้นเอง โหมด “ตั้งใจเรียนต่อต่างประเทศอย่างจริงจัง” ของคุณมิเชลก็เริ่มต้นขึ้น

บทที่ 3

เหตุผลที่เลือกเกาะเซบูและ 3D ACADEMY

“ตอนแรกคิดว่า ‘เรียนตัวต่อตัวราคาถูก’ เนี่ยนะ มันจะมีเรื่องดีขนาดนั้นจริงเหรอค่ะ”

ในขณะที่ความตั้งใจที่จะเรียนต่อต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกวัน สิ่งที่คุณมิเชลเริ่มให้ความสนใจก็คือ “การเรียนต่อที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์”

ภาพในหัวของเธอก่อนหน้านี้ พอพูดถึงการเรียนต่อต่างประเทศก็มักนึกถึงประเทศแถบยุโรปและอเมริกา เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย เป็นหลัก ส่วนฟิลิปปินส์นั้นแทบไม่อยู่ในสายตาเลย แต่พอค้นข้อมูลไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจว่าฟิลิปปินส์เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเรียนต่อต่างประเทศครั้งแรกอย่างยิ่ง ทั้ง “ค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก” “เรียนตัวต่อตัวเป็นพื้นฐาน” และ “มีโรงเรียนจำนวนมากที่มีเจ้าหน้าที่คนญี่ปุ่นประจำอยู่”

“ตอนที่ค้นข้อมูลแรก ๆ พูดตรง ๆ ว่ารู้สึกไม่มั่นใจเพราะมันถูกเกินไปด้วยซ้ำ แต่พอได้ดูประสบการณ์จริงจากบล็อกและ YouTube ก็เริ่มคิดว่า ‘ที่จริงแล้วฟิลิปปินส์อาจจะเหมาะกับมือใหม่มากกว่าด้วยซ้ำ’ ค่ะ”

และในบรรดาโรงเรียนสอนภาษามากมาย สิ่งที่คุณมิเชลเลือกก็คือ “3D ACADEMY”

เธอบอกว่าเหตุผลที่เลือกพูดตรง ๆ ก็คือ “ความคุ้มค่า” และ “ความรู้สึกอุ่นใจ”

“3D ACADEMY มักปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าประสบการณ์ของหลาย ๆ คนค่ะ ทั้ง ‘อาหารอร่อยถูกปากคนญี่ปุ่น’ หรือ ‘มีเจ้าหน้าที่คนญี่ปุ่นประจำอยู่ตลอด ทำให้อุ่นใจ’ เพราะเป็นการไปต่างประเทศครั้งแรก รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้อุ่นใจแบบนี้จึงมีความหมายมากค่ะ”

นอกจากนี้ รูปแบบการเรียนที่เน้นการเรียนตัวต่อตัวเป็นหลัก ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจด้วยเช่นกัน สำหรับคุณมิเชลที่ไม่ค่อยถนัดพูดต่อหน้าคนอื่น และกังวลว่าจะตามไม่ทันหากเป็นการเรียนกลุ่ม สภาพแวดล้อมที่สามารถฝึกภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัวได้อย่างเต็มที่จึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับเธอที่สุด

“พูดตรง ๆ ว่าราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่แค่เรื่องราคาเท่านั้น ยังมีความรู้สึกอุ่นใจที่ทำให้คิดว่า ‘ที่นี่น่าจะโอเคแน่ ๆ’ ด้วยค่ะ”

พอรู้ตัวอีกที “ความสนใจเฉย ๆ” ที่เคยแค่ค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ก็เปลี่ยนเป็นแผนการที่เป็นรูปธรรมแล้ว

“ไปโรงเรียนนี้กันเถอะ ไปดูทิวทัศน์ที่แตกต่างจากเดิมด้วยสายตาของตัวเองสักครั้ง”

และแล้วในที่สุดคุณมิเชลก็ตัดสินใจ “เรียนต่อต่างประเทศด้านภาษาที่ 3D ACADEMY เป็นเวลา 3 เดือน” นั่นคือก้าวแรกของการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งสำหรับเธอด้วยเช่นกัน

บทที่ 4

ชีวิตต่างแดนครั้งแรก | เดือนแรกเต็มไปด้วยความช็อกทางวัฒนธรรม

“จริง ๆ แล้วเดือนแรกนี่ลำบากมากค่ะ ทุกวันเต็มไปด้วยความช็อกทางวัฒนธรรมต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ”

สิ่งที่รอคุณมิเชลอยู่หลังเดินทางมาถึงเกาะเซบูนั้นไม่ได้มีเพียงบรรยากาศแจ่มใสของเมืองร้อนเท่านั้น ชีวิตต่างแดนครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความคาดหวังและความกังวลที่ปะปนกัน เธอบอกว่าในสัปดาห์แรก ทำได้เต็มที่แค่เพียง “การปรับตัวให้เคยชิน” เท่านั้น

สิ่งแรกที่ทำให้เธองุนงงคือความแตกต่างด้านสุขอนามัย

“โรงพยาบาลในญี่ปุ่นความสะอาดคือเรื่องปกติเลยใช่ไหมคะ พอเคยทำงานเป็นพยาบาลมา ก็เลยไวต่อเรื่องสุขอนามัยเป็นพิเศษ... ไม่ว่าจะเป็นแรงดันน้ำในห้องน้ำหรือฝักบัวของหอพัก หรือน้ำประปาที่ดื่มไม่ได้ ช่วงแรกรู้สึกกังวลกับเรื่องพวกนี้มากเลยค่ะ”

อีกสิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือความแตกต่างด้านความรู้สึกต่อเวลา ที่ฟิลิปปินส์มีคำเรียกว่า “ฟิลิปปินส์ไทม์” ซึ่งหมายถึงเรื่องต่าง ๆ มักไม่เป็นไปตามกำหนดการเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นครูมาสายไม่กี่นาที หรือการซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล่าช้ากว่ากำหนด... “ถ้าเป็นญี่ปุ่นเรื่องแบบนี้อาจกลายเป็นเรื่องร้องเรียนได้เลย แต่ที่ฟิลิปปินส์กลับผ่านไปได้ด้วยคำว่า ‘ก็ช่วยไม่ได้นี่นา’ ค่ะ (หัวเราะ) แต่ถ้าจะหงุดหงิดกับทุกเรื่องแบบนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด ฉันเองก็ค่อย ๆ คิดได้ว่า ‘ก็ช่างมันเถอะ’”

กำแพงทางภาษาก็ใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก การเรียนแน่นอนว่าใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด แม้จะเข้าใจในหัว แต่พอต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษจริง ๆ ในช่วงแรกคำพูดกลับไม่ออกมาเลย “ฟังไม่ออก พูดสิ่งที่อยากสื่อก็ไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองไร้พลังมากเลยค่ะ แม้ครูจะใจดีรอด้วยความอดทน แต่หลังเลิกเรียนทุกวัน ก็มักจะรู้สึกโทษตัวเองว่า ‘ตอนนั้นน่าจะพูดแบบนี้ได้นะ...’”

ถึงอย่างนั้น ทีละน้อย อย่างช้า ๆ “บางสิ่ง” ในตัวคุณมิเชลก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

ตอนจบบทเรียน ครูยิ้มแล้วพูดว่า “Good job!” ให้เธอฟัง การได้พูดคุยกับรูมเมทที่เจอกันที่หอพักด้วยภาษาอังกฤษที่ยังไม่คล่องนักไปจนดึกดื่น ความรู้สึกสำเร็จเล็ก ๆ ในตอนที่พูดคำว่า “Thank you!” ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่ร้านกาแฟใกล้ ๆ

“ที่นี่มีช่วงเวลาที่ทำให้ยอมรับ ‘ตัวเองที่กำลังพยายามอยู่’ ซึ่งไม่เคยรู้สึกแบบนี้ที่ญี่ปุ่นมาก่อนเลยค่ะ”

เมื่อใกล้จะสิ้นสุดเดือนแรก เธอก็เริ่มคุ้นเคยกับทั้งการใช้ชีวิตที่เกาะเซบูและรูปแบบการเรียนที่ 3D ทีละน้อย และช่วงเวลาที่รู้สึกว่า “สนุก” ก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

บทที่ 5

ภาษาอังกฤษที่สื่อสารได้! ประสบการณ์ความสำเร็จครั้งแรกและความรู้สึกถึงการเติบโต

“ตอนที่ครูบอกว่า ‘ภาษาอังกฤษเก่งขึ้นนะ’ แทบจะร้องไห้เลยค่ะ”

เมื่อคุณมิเชลเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตที่เซบูมากขึ้นทีละน้อย ความรู้สึกที่มีต่อภาษาอังกฤษก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย จากตอนแรกที่ในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ “ฟังก็ไม่ออก พูดก็ไม่ได้เลย” ก็ค่อย ๆ มีช่วงเวลาที่ “คำพูดไปถึง” และ “ความรู้สึกสื่อสารกันได้” มากขึ้นเรื่อย ๆ

“วันหนึ่งระหว่างพูดคุยอิสระกับครู มีช่วงที่ตัวเองพูดได้ลื่นไหลจนแปลกใจเองเลยค่ะ รู้สึกว่า ‘เอ๊ะ ตอนนี้ฉันกำลังคุยเป็นภาษาอังกฤษได้จริง ๆ นี่!’ ดีใจมากเลยค่ะ”

ไม่ใช่แค่จดจำวลีภาษาอังกฤษได้เท่านั้น แต่ยังสามารถ “นำไปใช้” ได้จริง และยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่คำพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาตินี้เอง คือ “การเติบโตที่แท้จริง” ซึ่งไม่สามารถวัดได้ด้วยคะแนนสอบ

“ช่วงแรก ๆ หลังเลิกเรียนทุกวันจะรู้สึกไม่พอใจตัวเอง ‘ทั้งที่รู้วิธีพูดแบบนั้นด้วยซ้ำ!’ ‘ถ้าพูดแบบนี้ก็คงสื่อสารได้แล้ว...’ เลยตั้งใจว่าคืนนั้นจะต้องไปค้นข้อมูลให้แน่ ๆ แล้ววันรุ่งขึ้นก็หยิบหัวข้อเดิมมาคุยกับครูอีกครั้งเพื่อล้างแค้น (หัวเราะ)”

ความพยายามที่ทำซ้ำแบบนี้ในที่สุดก็แสดงผลออกมา วลีที่ใช้ได้ในระหว่างเรียนเพิ่มมากขึ้น การสนทนาก็ราบรื่นขึ้น แม้แต่การฟัง หากอาศัยสีหน้าและน้ำเสียงของคู่สนทนาก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ราวร้อยละ 80 เมื่อเป็นเช่นนั้น ความมั่นใจก็เพิ่มขึ้น สีหน้าและน้ำเสียงก็สดใสขึ้นเรื่อย ๆ

“การที่ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ มันเป็นเรื่องที่มีความสุขขนาดนี้เลยเหรอ ได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ได้หัวเราะด้วยกัน สื่อสารกันเข้าใจ ความสุขนั้นเองที่มอบแรงจูงใจให้ฉันอยากพูดมากขึ้นและอยากเรียนรู้มากขึ้นค่ะ”

นอกจากนี้ ความพยายามของคุณมิเชลยังส่งไปถึงเหล่าครูด้วย วันหนึ่งหลังเลิกเรียน ครูได้พูดกับเธอว่า

“Michelle, your English has really improved. I’m so proud of you.”

เธอเล่าย้อนกลับไปว่าคำพูดนั้นทำให้น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว การที่มีใครสักคนบอกว่า “พยายามได้ดีมากนะ” ช่วงเวลานั้นทำให้เธอรู้สึกอีกครั้งว่ามันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใด

“ความพยายามที่เป็น ‘เรื่องปกติ’ ในญี่ปุ่น กลับได้รับการยอมรับอย่างจริงจังที่เซบู ผ่านประสบการณ์ ‘การได้รับการยอมรับ’ แบบนั้น รู้สึกว่าตัวเองก็มองโลกในแง่บวกมากขึ้นค่ะ”

นับตั้งแต่ช่วงนี้เอง คุณมิเชลก็เริ่มมองชีวิตการเรียนต่อต่างประเทศในแง่บวกมากขึ้น จากวันที่ภาษาเป็นกำแพง กลายเป็นวันที่ภาษาเป็น “สะพาน” การพูดภาษาอังกฤษกลายเป็น “ความสุข” ไปโดยไม่รู้ตัว

บทที่ 6

วันหยุดคือ “ของขวัญแห่งชีวิต” | ชีวิตเมืองร้อนที่ได้ใช้เวลาร่วมกับเพื่อน ๆ

“การเรียนก็สำคัญนะคะ แต่เสน่ห์ของเกาะเซบูคิดว่ามันอยู่ใน ‘ช่วงเวลาพักผ่อน’ ด้วยเหมือนกันค่ะ”

ในวันธรรมดา คุณมิเชลทุ่มเทกับการเรียนอย่างเต็มที่ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็กลายเป็น “ช่วงเวลาแห่งของขวัญ” บรรยากาศแจ่มใสของเมืองร้อนอย่างเกาะเซบู ฟิลิปปินส์ และเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่มารวมตัวกันที่นั่น กลายเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับเธอ

“พอถึงวันเสาร์ทุกคนก็ตื่นเต้นกันว่า ‘จะไปไหนกันดี’ (หัวเราะ) ตอนแรกก็คิดว่าทั้งภาษาก็ไม่รู้เรื่อง เดินทางไกลคงเป็นไปไม่ได้ แต่พอลองดูจริง ๆ ก็ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ”

การรวมกลุ่มเล็ก ๆ ออกไปเที่ยวกับเพื่อนนักเรียนชาวญี่ปุ่นที่เรียนด้วยกัน รวมถึงนักเรียนต่างชาติจากไต้หวัน เกาหลี และเวียดนาม ทำให้ได้ไปเยือน——

น้ำตกคาวาซันและโมอัลบัวลที่มีทะเลสีฟ้าใสกว้างไกล การช้อปปิ้งและตามหาอาหารท้องถิ่นที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เบียร์ซานมิเกลที่ดื่มริมชายหาดยามเย็น พร้อมบทสนทนาที่ไม่มีวันจบ

“พอเริ่มพูดภาษาอังกฤษได้มากขึ้นทีละน้อย เวลาไปเที่ยวกับทุกคนก็เกิดความรู้สึกอยากพูดภาษาอังกฤษกันไปเองโดยธรรมชาติ ตอนแรกก็ยังเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ แต่แค่พยายามสื่อสารพร้อมกับหัวเราะไปด้วย ก็ทำให้ระยะห่างระหว่างกันแคบลงมากเลยค่ะ”

ในโรงเรียนสอนภาษา ทั้งอายุและสัญชาติของนักเรียนแตกต่างกันไปหมด แต่ก็เพราะเหตุนั้นเอง เธอบอกว่าจึงไม่ต้องเกรงใจอะไรมากมาย และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ในแบบที่เป็นตัวเองจริง ๆ “การได้ถอด ‘เกราะ’ ที่เคยคิดว่า ‘เป็นคนทำงานแล้วต้องทำแบบนี้’ หรือ ‘ในฐานะพยาบาลต้องเป็นแบบนี้’ ออกไปนั้น รู้สึกสบายใจมากค่ะ ไม่ว่าจะถูกน้อง ๆ แซว หรือถูกเพื่อนต่างชาติทักท้วงเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม ทุกอย่างล้วนสดใหม่สำหรับฉันหมดเลยค่ะ”

ความทรงจำในวันหยุดที่แสนธรรมดา ตอนนี้กลายเป็นสมบัติล้ำค่า แม้จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวพิเศษอะไร แต่เวลาที่ได้หัวเราะและกินข้าวด้วยกัน ช่วงเวลาที่ได้ถ่ายรูป และคืนที่ได้พูดคุยกันพลางชมพระอาทิตย์ตก—— ทั้งหมดนี้ เธอบอกว่าเป็น “ช่วงเวลาที่เหมือนได้ชีวิตของตัวเองคืนมา” สำหรับคุณมิเชล

“ตอนอยู่ญี่ปุ่นคิดว่า ‘เวลา = งาน’ แต่ที่เซบูรู้สึกว่า ‘เวลา = ความสัมพันธ์กับผู้คน’ อ๋อ การใช้ชีวิตแบบนี้ก็มีอยู่จริงด้วยนะ”

วันเวลาที่ไม่ได้มีแต่การทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวันที่ได้ผ่อนคลายไหล่และยิ้มหัวเราะไปพร้อมกัน ความ “ผ่อนคลาย” และ “สดใส” ของเกาะเซบู ค่อย ๆ คลายความตึงเครียดในใจของคุณมิเชลลงอย่างอ่อนโยน

บทที่ 7

วิธีคิดที่เปลี่ยนไป | ให้ความสำคัญกับ “เสียงของตัวเอง” มากกว่า “สายตาของคนอื่น”

“ตั้งแต่มาเซบู ความรู้สึกกังวลเรื่อง ‘สายตาคนอื่น’ ก็ลดลงไปค่ะ นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับฉันเลยค่ะ”

เมื่อครั้งทำงานเป็นพยาบาลในญี่ปุ่น คุณมิเชลบอกว่าเธอมักกังวลอยู่เสมอว่า “คนอื่นมองตัวเองอย่างไร” ไม่ว่าจะเป็นสายตาจากรุ่นน้องในที่ทำงาน การประเมินจากหัวหน้า ปฏิกิริยาของผู้ป่วย... แม้ในชีวิตส่วนตัว เธอก็ยังคงกดดันตัวเองอยู่เสมอด้วยความคิดที่ว่า “ต้องทำตัวให้ดี” “ก็เป็นผู้ใหญ่แล้วนี่”

“แต่คนที่เซบูใช้ชีวิต ‘แบบเป็นตัวของตัวเอง’ ในความหมายที่ดีจริง ๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนที่จู่ ๆ ก็ร้องเพลงกลางถนน หรือครูที่หัวเราะจนตัวงอระหว่างสอน (หัวเราะ) พอเห็นภาพแบบนั้น ก็เริ่มคิดได้ว่า ‘เอ๊ะ ที่จริงฉันเองก็ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองก็ได้นี่นา’”

เธอบอกว่ายิ่งได้สัมผัสกับความสดใสและใจกว้างของชาวฟิลิปปินส์มากเท่าไร ก็ยิ่งค่อย ๆ หลุดพ้นจาก “ตัวเองที่พยายามตอบสนองความคาดหวังของคนอื่น” ได้มากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น แม้จะพูดผิดระหว่างเรียนก็ไม่รู้สึกอาย ตอนถ่ายรูประหว่างทำกิจกรรมวันหยุด ต่อให้ทำหน้าตลกก็ไม่สนใจ ถ้าที่ร้านกาแฟสื่อสารภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ ก็หัวเราะแล้วใช้ท่าทางสื่อสารแทน

“สิ่งที่ตัวฉันในอดีตคงคิดว่า ‘อายเกินไป เลิกดีกว่า...’ ที่เซบูกลับทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะรู้สึกได้ว่าถึงจะไม่ใช่ ‘ตัวเองที่เพียบพร้อม’ ทุกคนก็ยอมรับได้อยู่ดีค่ะ”

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณมิเชล ยิ่งกว่าความก้าวหน้าทางภาษาอังกฤษเสียอีก “ความรู้สึกสบายใจของตัวเอง” มีความสำคัญมากกว่า “ความถูกต้อง” “ความพึงพอใจของตัวเอง” มีความสำคัญมากกว่า “การได้รับการประเมิน”

“ตอนอยู่ญี่ปุ่น ‘การไม่ทำผิดพลาด’ คือสิ่งสำคัญที่สุด แต่พอมาเซบู รู้สึกว่า ‘การได้สนุก’ และ ‘การได้ลองท้าทาย’ กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าค่ะ”

ผลลัพธ์ที่ได้คือคุณมิเชลรู้สึกว่าตัวเอง “ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” กว่าแต่ก่อนมาก ทั้งการรู้สึกท้อแท้เพราะเปรียบเทียบกับคนอื่น และการไม่กล้าทำอะไรเพราะกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ก็ลดน้อยลง

“ตอนแรกมีเป้าหมายแค่จะเรียนภาษาอังกฤษ แต่พอรู้ตัวอีกที แม้แต่ ‘นิสัยในการใช้ชีวิต’ ก็เปลี่ยนไปแล้ว คิดว่า 3 เดือนที่เซบูเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้ ‘ความเป็นตัวของตัวเอง’ กลับคืนมา มากยิ่งกว่า ‘ภาษาอังกฤษ’ เสียอีกค่ะ”

บทที่ 8

หลังเรียนจบไม่มีแผนเลยหรือ!? เหตุผลที่ความไม่มั่นใจกลับหายไป

“พูดตรง ๆ นะคะ...แผนหลังเรียนจบยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลยค่ะ (หัวเราะ)”

เมื่อชีวิตเรียนต่อต่างประเทศ 3 เดือนใกล้จะสิ้นสุดลง คำตอบที่ได้เมื่อถามคุณมิเชลว่า “หลังเรียนจบจะทำอย่างไรต่อ” ก็คือคำพูดข้างต้นนี้ หากเป็นตัวเธอในอดีต อาจตอบว่า “สภาพแบบนั้นมีแต่ความกังวลล้วน ๆ” ก็เป็นได้ แต่หลังผ่านประสบการณ์ที่เซบูมาแล้ว ตอนนี้เธอกลับสามารถมอง “การไม่มีแผน” นั้นในแง่บวกได้

“แน่นอนว่าการใช้ชีวิตอย่างไรหลังกลับประเทศเป็นเรื่องสำคัญค่ะ แต่ตอนนี้ฉันคิดได้แล้วว่า ‘ต่อให้ยังไม่ตัดสินใจก็ไม่เป็นไร’”

เบื้องหลังความคิดนี้คือการได้ค้นพบ “แกนของตัวเอง” ที่เซบู “พูดภาษาอังกฤษได้” “ใช้ชีวิตในต่างแดนได้” “ได้หัวเราะร่วมกับเพื่อน”—— ประสบการณ์เหล่านี้เชื่อมโยงไปสู่ความรู้สึกยอมรับในตัวเองเล็ก ๆ ที่ว่า “ที่จริงแล้วฉันก็ทำได้เหมือนกันนะ”

“ที่ผ่านมาเคยรีบร้อนคิดว่า ‘ต้องเป็นอะไรสักอย่าง’ หรือ ‘ต้องรีบตัดสินใจ’ แต่ที่เซบูรู้สึกได้ว่า ‘ตัวฉันในตอนนี้ก็มีคุณค่ามากพอแล้ว’ แค่นั้นก็ทำให้รู้สึกว่าใจเบาลงมากเลยค่ะ”

ต่อจากนี้อาจจะไปทำงานวันหยุดพักผ่อน (เวิร์กกิ้งฮอลิเดย์) ก็ได้ อาจจะกลับมาที่เซบูอีกครั้งก็ได้ หรืออาจจะเปิดประตูสู่ชีวิตในเส้นทางที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงก็ได้

“ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ไม่มีคำว่า ‘คำตอบที่ถูกต้อง’ หรอกค่ะ ทุกทางล้วน ‘เป็นไปได้’ ทั้งนั้น ตอนนี้คิดได้แบบนั้นแล้วค่ะ”

และที่สำคัญที่สุด ยังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกอย่างหนึ่งด้วย

“ความรู้สึกที่ว่า ‘ต้องกลับไปเป็นพยาบาลอีกครั้ง’ เหมือนเมื่อก่อนหายไปแล้วค่ะ คิดว่าไม่จำเป็นต้องฝืนกลับไปเพราะเหตุผลอย่าง ‘มีใบประกอบวิชาชีพแล้ว’ หรือ ‘เสียดายที่เรียนมา’ อะไรแบบนั้นอีกต่อไป ตอนนี้ฉันคิดได้จากใจจริงแล้วว่า ‘เลือกทำสิ่งที่อยากทำได้เลย’ ค่ะ”

ความรู้สึกที่ควรจะเป็น “ไม่มีแผน = กังวล” ไม่รู้ตัวก็เปลี่ยนเป็น “ไม่มีแผน = อิสระ” ไปแล้ว นั่นอาจเป็น “ทางเลือกในการใช้ชีวิต” ที่สถานที่อย่างเกาะเซบู และผู้คนที่ได้พบเจอที่ 3D ACADEMY ได้สอนเธอไว้ก็เป็นได้

“ชีวิตคน การ ‘ตัดสินใจ’ ก็สำคัญนะคะ แต่ฉันคิดว่า ‘ความเข้มแข็งที่จะไม่ตัดสินใจ’ ก็มีอยู่เช่นกัน ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเข้าใจสิ่งนั้นได้บ้างแล้วค่ะ”

บทที่ 9

ถึงพยาบาลที่กำลังกังวลใจเช่นเดียวกัน | ข้อความจากคุณมิเชล

“ถ้าตอนนี้มีใครสักคนที่กำลังทำงานเป็นพยาบาลและกำลังกังวลใจว่า ‘จะเป็นแบบนี้ต่อไปดีหรือเปล่านะ...’ อยากบอกเขาว่า ‘หยุดพักสักครั้งก็ได้นะคะ’”

คุณมิเชลพูดกับพยาบาลที่กำลังเหนื่อยล้าจากภาระงานประจำวัน เช่นเดียวกับตัวเธอในอดีต ด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่หนักแน่น

“พยาบาลเป็นงานที่ดูแลชีวิตคนไข้ ความรับผิดชอบและความกดดันก็หนักมากใช่ไหมคะ แถมยังมีบรรยากาศที่พูดคำว่า ‘ลาออก’ หรือ ‘หยุดพัก’ ได้ยากอีกด้วย เพราะอย่างนั้นเอง ดิฉันคิดว่ามีคนจำนวนมากที่อดทนจนกระทั่งทั้งใจและกายถึงขีดจำกัด”

แต่ก่อนจะถึงขีดจำกัด การเลือก “หนี” ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ คุณมิเชลบอกว่าแท้จริงแล้วนั่นคือ “การกระทำที่กล้าหาญเพื่อปกป้องตัวเอง”

“พอไปเรียนต่อต่างประเทศ ในที่สุดฉันก็คิดได้ว่า ‘ใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อตัวเองได้เหมือนกันนะ’ ก่อนหน้านั้นพยายามอยู่ตลอดเพื่อคนไข้ เพื่อที่ทำงาน เพื่อสายตาคนรอบข้าง... แต่ถ้าเป็นแบบนั้นอย่างเดียว ตัวเองก็คงจะว่างเปล่าไปในที่สุดค่ะ”

แน่นอนว่าการเรียนต่อต่างประเทศไม่ได้เป็น “คำตอบที่ถูกต้อง” สำหรับทุกคนเสมอไป แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีทิวทัศน์บางอย่างที่จะมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อ “เปลี่ยนสภาพแวดล้อม” เท่านั้น

“พอได้ลองไปต่างประเทศ ก็ได้รู้จักตัวเองในหลาย ๆ ช่วงเวลา เช่น ‘ฉันเป็นคนที่หัวเราะกับเรื่องแบบนี้ได้นี่นา’ หรือ ‘ฉันชอบคนแบบนี้นี่เอง’ ดังนั้นอยากให้ทุกคนลองก้าวเดิน ‘หนึ่งก้าวเพื่อตัวเอง’ ดูก่อนค่ะ”

สิ่งที่คุณมิเชลได้รับจากเกาะเซบูนั้นไม่ใช่แค่ความสามารถทางภาษาอังกฤษเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นคือการได้เผชิญหน้ากับตัวเอง ยอมรับตัวเอง และรู้สึกตื่นเต้นกับอนาคตของตัวเองได้ นั่นคือ “ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” สำหรับเธอ

“ต่อให้ตอนนี้ลำบากอยู่ ก็ไม่ต้องรีบร้อนนะคะ ถ้าเป็นเส้นทางที่ตัวเองเลือกเองอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะนำไปสู่ที่ใด ก็เชื่อว่าคงจะไม่เสียใจภายหลังแน่นอนค่ะ”

สุดท้ายนี้ คุณมิเชลพูดด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับท่าทีเขินอายเล็กน้อยว่า

“ชีวิตคนเรา ต่อให้ไม่มีแผนก็เอาตัวรอดได้เหมือนกันนะคะ (หัวเราะ)”

บทที่ 10

บทส่งท้าย | ชีวิตสามารถรีเซ็ตใหม่ได้ทุกเมื่อ

การเรียนต่อที่เกาะเซบูเป็นเวลา 3 เดือน สำหรับคุณมิเชลแล้ว มันไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาสำหรับเรียนภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่คิดว่ามันคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้เธอได้หยุดพักการเดินทางของชีวิตสักครั้ง เพื่อทบทวนใหม่ว่า “แท้จริงแล้วฉันอยากใช้ชีวิตแบบไหนกันแน่”

“ชีวิตที่ญี่ปุ่นที่ต้องทำงานอย่างเร่งรีบทุกวัน วันเวลาที่แม้จะคิดอยากลาออก แต่ก็กลัวว่า ‘ถ้าลาออกแล้วจะเป็นอย่างไร’ จนขยับตัวไม่ได้ แต่โฆษณาที่เห็นบนรถไฟวันนั้นเอง ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางชีวิตของฉันไปอย่างช้า ๆ ค่ะ”

การกล้าเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทำให้ตัวตนของเธอชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกของการใช้ชีวิตในฐานะ “มิเชลตัวจริง” ที่ไม่ใช่ทั้ง “พยาบาล” และไม่ใช่ “คนทำงานที่น่ายกย่อง” ประสบการณ์นั้นเองอาจเป็น “ปุ่มรีเซ็ต” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเธอ

“ถ้ายังอยู่ที่ญี่ปุ่น คิดว่าฉันคงจะทำงานต่อไปพร้อมกับพูดว่า ‘อยากลาออก’ ไปตลอดชีวิตแน่ ๆ แต่พอได้มาที่เซบู ได้ลองใช้ชีวิตในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย กับคนที่ไม่รู้จัก ด้วยภาษาที่ไม่คุ้นชิน... ฉันถึงได้คิดเป็นครั้งแรกว่า ‘ต่อให้ยังไม่มีอะไรตัดสินใจ ก็ใช้ชีวิตต่อไปได้เหมือนกัน’ ค่ะ”

ตลอดการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณมิเชลพูดซ้ำหลายครั้งว่า “สนุกมาก” “ดีใจที่ได้ไป” และ “เป็นช่วงเวลาที่สำคัญจริง ๆ” และเธอยังจดจำความทรงจำกับเหล่าครู การเดินทางกับเพื่อน ๆ รวมถึงบทสนทนาและรอยยิ้มทีละเรื่องได้อย่างละเอียด จากท่าทีเช่นนั้น ทำให้รับรู้ได้ว่าเธอได้ “ค้นพบตัวเอง” กลับคืนมาที่เกาะเซบูมากเพียงใด

พอได้ยินคำว่า “ชีวิตไม่มีแผน” หลายคนอาจนึกถึงความกังวลหรือความเสี่ยง แต่เรื่องราวของคุณมิเชลทำให้รู้สึกอีกครั้งว่า การ “ลองใช้ชีวิตอย่างซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง” ก็สามารถเปิดประตูบานใหม่ได้เช่นกัน

ไม่มีคำว่า “สายเกินไป” สำหรับชีวิตคนเรา หากเรื่องราวของคุณมิเชลสามารถเป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนที่กำลังคิดอยู่ว่า “อยากเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” ก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งค่ะ

เรื่องราวประสบการณ์เรียนต่อต่างประเทศ

ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์เรียนต่อที่ 3D ACADEMY เช่นกัน

ปรึกษาฟรีเกี่ยวกับการเลือกคอร์ส ค่าใช้จ่าย และช่วงเวลาเรียนต่อ โดยปกติเราจะตอบกลับภายใน 1-2 วันทำการ